แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - admin

หน้า: [1] 2 3 ... 104
1


ปัจจุบันนี้ คนส่วนมากหันมาให้ความสำคัญกับสกินแคร์กันเยอะขึ้น เหตุเพราะไม่ว่าจะอยู่ที่บ้านหรือออกไปข้างนอก เราก็ยังต้องเผชิญกับมลภาวะและแสงแดดกันอยู่ทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สกินแคร์จึงเข้ามาทำหน้าที่ในการฟื้นบำรุงผิวหน้าของเราที่ถูกทำร้ายให้กลับมาสดใสเปล่งปลั่งสุขภาพดีอีกครั้ง และนอกจากเซรั่มหรือโลชั่นบำรุงผิวหน้าแล้ว “เอสเซ้นส์” ก็เป็นหนึ่งในสกินแคร์ยอดฮิตที่คนหันมาให้ความสนใจ โดยเฉพาะในหมู่คนผิวมันและผิวบอบบาง หากพูดว่าเอสเซ้นส์เฉย ๆ บางท่านอาจยังไม่รู้จักดี แต่ถ้าบอกว่า “น้ำตบ” ล่ะก็ คงจะอ๋อกันใช่ไหมล่ะคะ ในวันนี้เราจะพาไปดูว่าเอสเซ้นส์บำรุงผิวหน้านั้นมหัศจรรย์อย่างไรบ้าง

1. เนื้อสัมผัสบางเบา ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว
โดยปกติ เอสเซ้นส์จะมีเนื้อสัมผัสเป็นน้ำคล้ายเจล อนุภาคเล็ก และด้วยเนื้อสัมผัสที่บางเบา ทาสะดวก สามารถซึมเข้าผิวได้อย่างรวดเร็ว หลาย ๆ ท่านพอใจก็เพราะว่าไม่จำเป็นต้องเกลี่ยนานมาก แค่ถูเข้ากับมือตัวเองแล้วนวดลงบนผิวหน้าเบา ๆ เท่านี้ก็เสร็จแล้ว จัดเป็นขั้นตอนการดูแลผิวหน้าที่ใช้เวลาน้อย แต่ได้ประโยชน์มากเลย

2. เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า
ใบหน้าของคนเราสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้อย่างจำกัด แต่เอสเซ้นส์จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถนั้น เอสเซ้นส์จะทำให้ผิวหน้าของเราสามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้มากขึ้น เมื่อใช้แล้วผิวหน้าของเราจึงดูอิ่มน้ำ เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น ลดความแห้งกร้าน ทำให้ผิวหน้าของเราดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดีได้ในทันที

3. เพิ่มประสิทธิภาพให้ผิวดูดซึมมอยส์เจอไรเซอร์ได้ดียิ่งขึ้น
เพราะเอสเซ้นส์นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และคุณสมบัติที่ใช้น้ำเป็นส่วนผสมหลัก ไม่ว่าจะครีมหรือมอยส์เจอไรเซอร์ตัวไหน หากทาเอสเซ้นส์ลงไปก่อน ผิวหน้าของเราก็จะซึมซับสารบำรุงจากเซรั่มและมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ต่าง ๆ ให้ซึมซาบลงสู่ผิวได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นหลังล้างหน้าทุกครั้ง ไม่ควรลืมซับผิวหน้าให้แห้ง เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ ทาเอสเซ้นส์ และตบท้ายด้วยครีมหรือมอยส์เจอไรเซอร์ตามต้องการได้เลย

4. ลดอาการระคายเคืองจากการเผชิญกับมลภาวะ
เอสเซ้นส์มีความสามารถในการลดอาการระคายเคืองที่อาจเกิดจากมลภาวะ ฝุ่น ควัน และสภาพอากาศ รวมทั้งสามารถลดการอักเสบของสิวอุดตันได้ และช่วยเสริมเกราะป้องกันให้ผิวด้วย เหมาะสมกับทุกสภาพผิวเนื่องจากเนื้อที่บางเบาจะไม่ก่อให้เกิดการอุดตันและไม่ทำให้เกิดสิวนั่นเอง

และทั้งหมดนี้คือประโยชน์แน่น ๆ ที่เราได้จากเอสเซ้นส์หรือน้ำตบ ท่านใดที่กำลังมองหาสกินแคร์ให้ครบเซตทุกขั้นตอน อย่าลืมบวกเจ้าน้ำตบลังโคม Clarifique Dual Essence เข้ากระบวนการดูแลผิวหน้าในทุก ๆ วันด้วยนะ

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/best-sellers/clarifique-dual-essence/00369-LAC.html

2

หนึ่งในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่เราใช้กันบ่อยที่สุดก็คือเซรั่ม เซรั่มก็คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก ๆ  เนื้อสัมผัสจะมีความเหลวและเบาบางกว่าเนื้อครีมทั่ว ๆ ไป สีอาจเป็นสีใส ๆ หรือสีขุ่น ขึ้นอยู่กับส่วนผสม เซรั่มจะเข้ามาช่วยฟื้นบำรุงผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผิวแข็งแรงขึ้น ถึงจะใช้แค่ไม่กี่หยดแต่ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดี และสามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วและล้ำลึกถึงระดับโครงสร้างผิวเลยทีเดียว แต่นอกจากแบรนด์และสรรพคุณของเซรั่มบำรุงผิวหน้าที่เรานั้นต้องทราบแล้ว รู้กันมั้ยว่าในเซรั่มมีอะไรผสมอยู่บ้าง? ครั้งนี้เราจะมาแกะส่วนผสมของเซรั่มบำรุงผิวหน้าให้ชมกันว่าในเซรั่มมีส่วนประกอบอะไร และแต่ละตัวทำหน้าที่อะไรบ้าง

1. HYALURONIC ACID
ชื่อส่วนผสมนี้ทุกคนคงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดีและมีอยู่ในเซรั่มลังโคม Advanced Génifique Serum นั่นคือกรดไฮยาลูรอนิก ที่มีสรรพคุณหลักในการอุ้มน้ำและกักเก็บน้ำให้ผิว ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู ล็อกความชุ่มชื้นไว้ใต้ชั้นผิวได้นาน ตัวกรดไฮยาลูรอนิกมีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างบางเบา จึงสามารถเกลี่ยให้ซึมเข้าผิวได้ง่ายๆ หากใครมีผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำควรมองหาส่วนผสมนี้ในเซรั่มบำรุงผิวหน้าเป็นอันดับแรกเลย

2.VITAMIN C
ถัดมาคือวิตามินซีที่เจอได้มากในผักใบเขียวและผลไม้รสเปรี้ยว ซึ่งวิตามินซีเป็นสารสกัดที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักในเซรั่ม รวมทั้งผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามต่าง ๆ มากมายหลากหลายยี่ห้อ เนื่องมาจากวิตามินซีจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายจากการถูกทำลาย ปกป้องอันตรายจากแสงยูวี ช่วยลดริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวดูเด็กอยู่เสมอ ยิ่งไปกว่านี้วิตามินซีในเซรั่มยังมีคุณสมบัติช่วยลดจุดด่างดำบนใบหน้า ลดความหมองคล้ำ และช่วยปรับให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย

3. Retinol
สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าเกี่ยวกับเรื่องริ้วรอยแห่งวัยและใบหน้าเริ่มหย่อนคล้อย เรตินอลในเซรั่มช่วยได้ เรตินอลคืออนุพันธ์วิตามินเอ (Vitamin A) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดเลือนริ้วรอยแห่งวัยบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยรักษาสิว ลดการเกิดสิวใหม่ ช่วยเร่งกระบวนการสร้างเซลล์ให้เร็วไวขึ้น พร้อมฟื้นฟูเส้นริ้วรอยหรือรอยย่นต่าง ๆ ให้ดูตื้นขึ้นได้ เรตินอลจะทำหน้าที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าเพื่อเผยชั้นผิวใหม่ขึ้นมาทดแทน แถมยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำที่เกิดจากการโดนแสงแดดทำร้ายอีกด้วย
แต่เรตินอลเป็นส่วนผสมที่มีความเข้มข้นและมีฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิว จึงทำให้เหมาะจะใช้ในเวลากลางคืน ด้วยเหตุว่าแสงแดดอาจทำให้ผิวแดงหรือระคายเคืองได้ง่าย ทางที่ดีควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้จะดีที่สุด

4. AHA
AHA คือกรดจากผลไม้ มีคุณสมบัติช่วยเร่งการผลิตเซลล์ผิวใหม่และจัดการกับสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอให้ดูสดใสมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการช่วยแก้ปัญหาจุดด่างดำและความหมองคล้ำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

พอรู้ว่าในเซรั่มมีส่วนประกอบอะไรผสมอยู่ข้างในบ้าง ทีนี้เรานั้นก็จะใช้เซรั่มได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและตอบโจทย์ปัญหาผิวของเราเอง รวมทั้งสามารถมองหาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มาเสริมความแข็งแรงให้ใบหน้าของเราเพิ่มเติมได้อย่างถูกจุดอีกด้วย ดังนั้นทุกท่านไม่ควรลืมที่จะบำรุงผิวหน้าด้วยเซรั่มกันอย่างสม่ำเสมอนะ

ติดต่อสอบถามได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.lancome.co.th/th_TH/serums/advanced-genifique-serum/00001-LAC.html

3

คนเราในแต่ละช่วงอายุ ก็มีวิธีการดูแลผิวต่างกันไปตามสภาพผิว เมื่อเราอยู่ในช่วงวัยรุ่น ผิวหน้าของเราย่อมกระชับ ไร้ร่องรอย และเต่งตึงกว่าตอนอายุ 30 อยู่แล้ว เมื่ออายุมากขึ้น ผิวก็เริ่มเสื่อมโทรมกันไปตามธรรมชาติ แต่ถึงแม้ว่าเราจะเริ่มมีริ้วรอยตามวัย เราก็ยังสามารถชะลอให้ริ้วรอยต่าง ๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นช้าลงได้ เพียงแค่เราใช้ ครีมลดริ้วรอย ซึ่งมีประสิทธิภาพในการช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยหรือริ้วรอยที่เกิดจากความเครียดและมลภาวะต่าง ๆ ช่วยให้ผิวของเรากลับมาดูเด็กและดูสดใสได้อีกครั้ง ในครั้งนี้เรามาดูวิธีเลือกใช้ครีมกระชับผิวให้เหมาะสมกับผิวและช่วงวัยกันดีกว่า

1. ต้องทราบปัญหาของผิวหน้าตนเองก่อน
หลายท่านก็มีปัญหาผิวหน้าที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นที่มีเรื่องปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ผิวหน้าแห้งกร้านขาดความชุ่มชื้น ผิวหน้าถูกทำลายโดยแสงอาทิตย์ หรือจะเป็นวัยผู้ใหญ่ ที่มีปัญหาเรื่องผิวหน้าหย่อนคล้อย มีริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งเราจำเป็นต้องสำรวจตัวเราเองและระบุให้ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นบนผิวหน้าเรานั้นมีอะไรบ้าง จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการถัดไปค่ะ

2. ค้นหาครีมบำรุงผิวหน้าที่ตอบโจทย์ปัญหาผิว
ครีมบำรุงผิวหน้ามีมากมายหลายยี่ห้อจนบางทีเราก็เลือกไม่ถูกว่าควรใช้ตัวไหน แต่มันจะง่ายขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อเราทราบแล้วว่าเรากำลังมองหาครีมบำรุงผิวหน้าที่มีคุณสมบัติในการแก้ไขปัญหาผิวหน้าอะไรบ้าง ทั้งนี้เพราะทุกวันนี้ครีมบำรุงผิวหน้าได้พัฒนาไปสู่จุดที่สามารถแก้ไขปัญหาผิวหน้าได้หลายปัจจัยภายในครีมกระปุกเดียว อย่างเช่น LANCÔME RÉNERGIE MULTI-LIFT ULTRA CREAM ครีมลังโคมลดริ้วรอยตัวนี้ ที่มีคุณสมบัติ ฟื้นฟูความหย่อนคล้อย เป็นทั้งครีมลดริ้วรอยและครีมลดจุดด่างดำในหนึ่งเดียว เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่กังวลกับปัญหาริ้วรอยร่องลึกและมีปัญหาจุดด่างดำบนใบหน้า เนื่องจากครีมลดจุดด่างดำตัวนี้จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว

3. พิจารณาส่วนผสมในครีมบำรุงผิวหน้า
ส่วนผสมในครีมบำรุงผิวหน้าก็เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาว่าครีมบำรุงผิวหน้าที่เราเลือก มีสรรพคุณตามที่โฆษณาไว้หรือไม่ เช่นหากมีส่วนผสมของเรตินอลหรือคอลลาเจน ก็แสดงว่าสามารถช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นและเพิ่มความกระชับกลับสู่ผิวได้นั่นเอง หรือหากรู้ว่าตัวเองแพ้สารประเภทใด จะได้หลีกเลี่ยงไม่ซื้อมาใช้

4. ใช้เทสเตอร์หรือซื้อขนาดเล็กมาลองใช้ก่อน
หากเรามีครีมบำรุงผิวหน้าในใจแล้ว อย่าลังเลที่จะเดินเข้าไปที่เคาน์เตอร์เพื่อขอเทสเตอร์มาทดลองใช้ หรือซื้อขนาดที่เล็กที่สุดมาลองก่อน เนื่องมาจากเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องรู้ก่อนว่าเราสามารถใช้ครีมดังกล่าวได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองใด ๆกับผิวหน้าของเรา

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.lancome.co.th/th_TH/best-sellers/lancome-renergie-multi-lift-ultra-cream/TH-LAN-FG-0018.html

4


ขึ้นชื่อว่าอยู่ประเทศไทย ไม่ว่าจะฤดูไหนก็ร้อนชวนอ่อนใจไปทุกวัน สิ่งที่เกิดกับเราตามมาหลังจากปะทะกับมวลความร้อนในอากาศนั่นก็คือเหงื่อออก เหนอะหนะ และที่ฝันร้ายที่สุดคือหน้ามัน! ซึ่งหน้าของเราจะเยิ้มเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าให้มานั่งซับหน้าทั้งวันคงหมดกระดาษซับมันไปสามห่อได้ ด้วยเหตุนั้นแทนที่จะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ให้รองพื้นบางเบาและคุมมันช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้กับท่านดีกว่า คราวนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของรองพื้นคุมมัน ว่าทำไมเรานั้นถึงควรใช้มันในทุกวันที่ออกจากบ้าน

1. ช่วยปกปิดรูขุมขน
รองพื้นคุมมันคือรองพื้นปกปิดรูขุมขนบนใบหน้า ถ้าเราเลือกรองพื้นที่คุณภาพดีอย่างรองพื้นลังโคม Teint Idole Ultra Wear Foundation เพียงแค่เกลี่ยลงไปบนผิวหน้าแบบบาง ๆ ท่านก็จะพบว่ารองพื้นนี้ช่วยเสกให้รูขุมขนบนใบหน้าของคุณหายไปเหมือนไม่เคยมีมาก่อน นับว่าช่วยปกปิดปัญหาบนใบหน้าของเราได้เรียบเนียนเลยทีเดียว

2. ช่วยให้หน้าใส ดูเรียบเนียน
แน่นอนว่าถ้าทารองพื้นปกปิดลงไปให้ทั่วใบหน้าแล้ว ทุกร่องรอยอันไม่พึงประสงค์ที่เราเห็นในกระจกก็จะถูกซ่อนไว้เบื้องหลังรองพื้นได้ในทันที ฉะนั้นถึงใบหน้าเราจะมีสิว ใต้ตาหมองคล้ำ หรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ ให้รองพื้นปกปิดดีช่วยชีวิต แล้วใบหน้าของคุณจะเปล่งประกายได้เช้าจรดเย็น

3. ช่วยดูดซับความมัน
และประโยชน์หลักของรองพื้นคุมมัน ก็คือความสามารถในการดูดซับความมันนั่นเอง ทุกวันนี้รองพื้นถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า จึงมีส่วนช่วยในการยับยั้งการเกิดน้ำมันบนผิวได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้ผิวของเรามีความมันที่ลดน้อยลงเมื่อใช้รองพื้นคุมมันนั่นเอง

4. ป้องกันผิวจากแสงแดด
นอกจากจะช่วยปกปิดสิว ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน และควบคุมความมันให้ใบหน้าเราด้วยแล้ว รองพื้นดี ๆ หลายตัวยังผสมสารกันแดดมาให้เราด้วย ซึ่งจะช่วยให้เรานั้นประหยัดเวลาและลดขั้นตอนในการแต่งหน้าไปอีกเยอะเลยล่ะ

5. เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับเรา
สุดท้ายนี้ ประโยชน์ที่รองพื้นคุมมันให้กับเราคือความมั่นใจที่จะออกไปใช้ชีวิตข้างนอกในทุก ๆ วันโดยไม่ต้องกังวลกับปัญหาต่าง ๆ บนใบหน้า และไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะเยิ้มระหว่างวัน ทั้งนี้เพราะแค่ทารองพื้นลงไป บวกกับแต่งเติมเครื่องสำอางอีกไม่กี่อย่าง ก็สวยได้ในทันที

โล่งใจเรื่องหน้าเยิ้มระหว่างวัน สู้แดดได้อย่างมั่นอกมั่นใจ ให้รองพื้นคุมมันเป็นตัวช่วยในทุก ๆ วัน ทีนี้หน้าร้อนจะไปท่องเที่ยวที่ไหนก็สู้แดดสู้กล้องได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องกลัวหน้าเยิ้มแล้ว

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.lancome.co.th/th_TH/best-sellers/teint-idole-ultra-wear-foundation/00005-LAC.html

5


ทดลองใช้อายครีมมาก็นานแล้ว นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอก็แล้ว แต่ทำไมกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยได้ผลเลยนะ ใต้ตายังมีสีคล้ำ ถุงใต้ตาก็เริ่มหย่อนคล้อยไปอีก จนหลาย ๆ คนยอมแพ้จะไปฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากันแล้ว แต่ก่อนที่จะไปถึงขั้นจิ้มเข็มให้เจ็บตัวกัน ลองกลับมาดูวิธีใช้ครีมลดริ้วรอยใต้ตาของเรากันก่อนดีกว่า ว่าเราใช้มันอย่างเต็มประสิทธิภาพกันแล้วหรือยัง? ในวันนี้เรามี 5 วิธีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของอายครีมมาฝาก รับรองว่าถ้าทำตามนี้ ใต้ตาของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน!

1. ทาอายครีมก่อนเป็นอย่างแรก
นี่คือวิธีที่สะดวกที่สุดที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้อายครีมของคุณ ๆ ซึ่งเป็นข้อที่หลายคนมองข้ามไป ที่เราควรทาครีมบำรุงใต้ตาก่อนจะทาครีมตัวอื่นนั่นก็เพราะว่าถ้าทาอย่างอื่นรองไว้ก่อน อายครีมจะซึมลงไปไม่ถึงบริเวณใต้ดวงตา ซึ่งทำให้ครีมลดริ้วรอยใต้ตาของคุณแสดงประสิทธิภาพได้ไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเอง

2. บีบใช้เท่าเมล็ดถั่วเขียวก็เพียงพอ
ข้อนี้หลายท่านอาจทำพลาดบ่อย เนื่องจากว่าทาอายครีมไปแล้วไม่เห็นผล ก็เลยโบกลงไปหนักมาก ๆ แต่ที่จริงแล้วโบกหนาไปก็เปลืองเปล่า ๆ เพราะบริเวณใต้ดวงตาจะรับสารได้จำกัด ดังนั้นบีบเท่าเมล็ดถั่วเขียวก็เพียงพอแล้วจ้า

3. ทา 3 จุดใต้ดวงตา
การป้ายครีมจุดเดียวแล้วเกลี่ยไปให้ทั่ว ที่จริงแล้วอาจทำให้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตากระจายลงไปไม่ทั่วบริเวณ ให้ลองทา 3 จุดใต้ดวงตา ไล่มาตั้งแต่หัวตา กึ่งกลางตา และหางตา เพื่อให้ครีมบำรุงผิวรอบดวงตาซึมลงไปได้ทั่วถึงนั่นเอง

4. ใช้นิ้วนางข้างที่ไม่ถนัดในการเกลี่ยอายครีม
เพราะว่าจะได้แรงกดที่เบาที่สุด เหมาะสำหรับพื้นผิวบริเวณที่บอบบางอย่างบริเวณใต้ดวงตา เกลี่ยเบา ๆ จากหัวตาไปยังหางตา แตะถี่ ๆ ให้อายครีมซึมลงไป เท่านี้อายครีมก็จะซึมลงไปง่ายขึ้น และแสดงประสิทธิภาพได้ดีกว่าเดิมแล้วล่ะ

5. ไม่ทาชิดขอบตามากเกินไป
เนื่องมาจากหากทาอายครีมก่อนนอนแล้วทาชิดขอบตาจนเกินไป อาจทำให้ครีมซึมเข้าไปบริเวณดวงตา เกิดอาการแสบ หรืออาจทำให้ถุงใต้ตาบวมได้ แทนที่จะเกิดประโยชน์กลับเป็นโทษมากกว่า เพราะฉะนั้นให้ทาอายครีมแบบเว้นระยะจากดวงตาสักหน่อยเพื่อความปลอดภัยจ้า

เนื่องจากบริเวณใต้ดวงตาเป็นพื้นที่ที่บอบบางมาก ทำให้การทาครีมลดริ้วรอยใต้ตาต้องทำอย่างเบามือที่สุด และถนอมเป็นพิเศษ และต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างอายครีมลังโคม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการบำรุงผิวรอบดวงตา หากทำตามวิธีเหล่านี้และใช้ครีมที่มีประสิทธิภาพแล้วรับรองได้เลยว่าดวงตาของคุณ ๆจะกลับมาใสปิ๊ง ลดเลือนริ้วรอยและความหมองคล้ำได้ดีขึ้นกว่าที่เคยแน่นอนค่ะ

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.lancome.co.th/th_TH/skincare-special-offers/genifique-eye-cream/00372-LAC.html  

6


สลากแมน คือ Platform ระบบการจัดการ ซื้อ - ขาย ลอตเตอรี่บนระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ที่มีโควต้าลอตเตอรี่ ผู้ค้าสลากรายย่อย หรือผู้ที่สนใจในการซื้อขายลอตเตอรี่ ได้มาแบ่งปันเพื่อให้เกิดตัวเลือกมากขึ้น สร้างความหลากหลายเพื่อรับรองความต้องการของลูกค้าในการหาเลขต่างๆ ทำให้มีตัวเลือกในการขายเพิ่มขึ้น สะดวก ปลอดภัย สามารถเลือกซื้อได้ตลอดเวลา

ทางสลากแมนจะทำการเก็บรักษาสลากกินแบ่งรัฐบาลฉบับจริงของลูกค้าที่นำเข้า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา โดยใช้ระบบ Ai ในการบริการจัดการทั้ง สล๊อต และการซื้อ-ขาย การจัดเก็บ หมดปัญหาเรื่องทำเลการขาย สถานการณ์โรคระบาด ลอตเตอรี่หาย ไม่ได้เช็คผลรางวัล เรามีบริการทั้ง จัดส่งและจัดเก็บสลากกินแบ่งรัฐบาล ถึงมือท่านลูกค้าทุกท่าน

ลอตเตอรี่ออนไลน์ รับรางวัลจาก “สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล” ตรวจผลและแจ้งทันที ซื้อง่าย ขายคล่อง ปลอดภัย ส่งตรงถึงมือคุณ
หมายเหตุ : สลากแมนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไปเท่านั้น

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Website : www.salakman.com
Facebook : Salakman
Instagram : Salakmanonline

7


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าครีมบำรุงผิวหน้าถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ใบหน้าของเราเป็นหลัก และเรานั้นมักจะมองหาคุณสมบัติเสริมอื่น ๆ ตามความต้องการของเรา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ช่วยเรื่องความกระจ่างใส หรือช่วยเรื่องปกป้องผิวหน้าเราจากแสงอาทิตย์ แท้จริงแล้ว พื้นฐานของครีมบำรุงผิวหน้ายังมีประโยชน์อื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่อีกมาก จะมีประโยชน์อะไรบ้าง ในครั้งนี้เราจะยกตัวอย่างมาให้อ่านกันค่ะ

1. ช่วยผลัดเซลล์ผิว
การผลัดเซลล์ผิว คือการที่เซลล์ผิวชั้นนอกที่ตายแล้วจะถูกผลัดออกไป และผิวใหม่จะเผยขึ้นมาทดแทน ซึ่งปกติในช่วงอายุตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงวัยรุ่น ผิวหนังของคนเราจะมีการผลัดเซลล์ผิวอยู่แล้ว การผลัดเซลล์ผิวจะทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส และช่วยชะลอไม่ให้ผิวหน้าของเราเกิดริ้วรอยก่อนวัย แต่เมื่ออายุของคนเรามากขึ้น ความสามารถและประสิทธิภาพการแบ่งตัวของเซลล์จะลดน้อยลงไปด้วย เซลล์เก่าที่ตายแล้วจึงไม่หลุดลอกออกไปง่าย ๆ ซึ่งมันจะเกาะรวมกันและไม่ยอมให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน เป็นเหตุให้ผิวหน้าดูหมองคล้ำ เกิดเป็นสิวอุดตันและปัญหาผิวต่าง ๆ ที่ตามมา โลชั่นบำรุงผิวหน้าหรือครีมลดริ้วรอยต่าง ๆ จึงทำมาเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวให้กับเรานั่นเอง

2. ปกป้องใบหน้าจากสิ่งสกปรก
แน่นอนว่าเราไม่ควรปล่อยให้ใบหน้าของเราเผชิญกับมลภาวะและแสงแดดโดยตรง ทุกวันนี้เราต้องพบเจอกับสิ่งสกปรกมากมาย แถมยังไม่สามารถล้างหน้าได้บ่อยตลอดทั้งวัน ครีมบำรุงผิวหน้าจึงเป็นตัวช่วยที่ดีที่จะเคลือบผิวหน้าเราไม่ให้สัมผัสกับสิ่งสกปรกจากภายนอกได้โดยตรง

3. บำบัดผิว
ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่ดีส่วนใหญ่จะช่วยบำบัดผิวไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งอาจช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้น บำรุงให้ผิวหน้าเรียบเนียน แข็งแรง หรือจะเป็นครีมลดริ้วรอยที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ครีมที่ช่วยควบคุมความมัน สามารถป้องกันสิวได้ หรือช่วยกระชับรูขมขนให้ดูเล็กลง เหล่านี้คือสรรพคุณที่ช่วยบำบัดผิวหน้าให้เราไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีการถนอมผิวหน้าที่เห็นผลได้ง่าย รวดเร็ว และปลอดภัย แต่ต้องเลือกโลชั่นบำรุงผิวหน้าที่มีคุณภาพดีและเชื่อถือได้ด้วยนะ

4. ลดปัญหาผิวหน้า
สุดท้าย ครีมบำรุงผิวหน้า เกิดมาเพื่อลดปัญหาบนใบหน้าที่กวนใจเรา เรียกได้ว่าช่วยแบ่งเบาภาระให้ผิวเราเลยทีเดียว แค่เพียงเราเลือกใช้ครีมบำรุงผิวหน้าที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวของเรา และใช้เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น การใช้ครีมลดริ้วรอยเมื่ออายุมากขึ้น และถ้าบำรุงผิวหน้าด้วยโลชั่นเป็นประจำก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาผิวหน้าแล้วล่ะ

ทั้งนี้หากยังไม่มีครีมบำรุงผิวที่ขาดไม่ได้ ไม่ควรลืมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Lancome Absolue ครีมลังโคมลดริ้วรอย ที่มีส่วนผสมล้ำค่าอย่าง Grand Rose Extract มาพร้อมกับประสบการณ์การดูแลผิวขั้นสูงสุด ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวให้ดูอ่อนเยาว์ ลดเลือนริ้วรอยลึก พร้อมเผยผิวดูเปล่งปลั่งกระจ่างใสดูสุขภาพดี

รู้อย่างนี้แล้ว หลังตื่นนอนตอนเช้าและก่อนนอนในตอนกลางคืน ไม่ควรลืมทาครีมบำรุงผิวหน้ากันนะ เพื่อที่ผิวหน้าของเราจะได้แข็งแรง ลดริ้วรอยแห่งวัย และกระจ่างใสไปอีกนาน ๆ

ติดต่อสอบถามได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.lancome.co.th/th_TH/skincare/by-range/absolue/

8


เป็นกันไหม ตอนนอนดึกตื่นเช้าทีไร ใต้ตาต้องดำคล้ำ แถมหน้าก็ดูโทรมเอามาก ๆ เลย จะเอาเครื่องสำอางกลบอย่างไรก็เอาไม่อยู่แล้ว ถ้าอยากตื่นมาแบบหน้าปังล่ะก็ ลองมาโกงเวลานอนกันด้วยเซรั่มกลางคืนกันดีกว่า และยิ่งถ้าทาอย่างถูกวิธีก็ยิ่งดูเหมือนคนนอนครบ 8 ช.ม.ทุกวันเลยนะ ในวันนี้เราจะพามาดูเทคนิคการใช้เซรั่มกลางคืนอย่างไรให้ปังสุด ๆ กัน!

1. ล้างหน้าให้สะอาดที่สุดก่อนลงเซรั่มบูสต์ผิว
เหตุเพราะหากล้างหน้าไม่สะอาด สิ่งสกปรกที่หลบซ่อนอยู่ตามรูขุมขนจะเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้เซรั่มที่เรานั้นเพิ่งทาลงไปนั้นซึมซาบสู่ผิวได้โดยสวัสดิภาพ ส่งผลให้เซรั่มแสดงประสิทธิภาพบนผิวหน้าของเราได้ไม่เต็มที่ อย่างนั้นเพื่อเปิดทางให้เซรั่มได้ทำหน้าที่ปรนนิบัติผิวหน้าของเรา ก็ต้องเริ่มจากการทำความสะอาดหน้าให้สะอาดทุกซอกทุกมุมก่อน ต่อไปเราจะพบว่าเซรั่มบูสต์ผิวของเราทำหน้าที่ได้ดีขึ้นมากเลยทีเดียว

2. ทาเซรั่มบูสต์ผิวในขณะที่ผิวหน้ายังชุ่มชื้น
เพราะว่าผิวที่ชุ่มชื้นจะทำให้เซรั่มนั้นซึมผ่านได้ง่ายกว่าผิวแห้งเป็น 10 เท่า สาเหตุก็คือเซรั่มนั้นมีส่วนผสมหลักคือน้ำ เมื่อน้ำเจอผิวหน้าที่ชื้นก็ย่อมกระจายตัวได้ดีกว่าบนผิวหน้าที่แห้งอยู่แล้ว ด้วยเหตุนั้นช่วงเวลาที่เหมาะจะลงเซรั่มกลางคืนก็คือหลังจากล้างหน้าให้สะอาด หรือหลังเช็ดผิวหน้าด้วยโทนเนอร์นั่นเอง

3. ใช้น้อย เห็นผลมาก
โยนความคิดที่ว่าใช้เซรั่มกลางคืนมาก ๆก็จะเห็นผลมากออกไปก่อน เนื่องมาจากเซรั่มบูสต์ผิวทุกหยดมีสารบำรุงผิวในระดับเข้มข้นอยู่แล้ว เราจึงควรใช้แค่เพียง 2-3 หยดก็เพียงพอ ยิ่งทามากไปนอกจากผลดีจะไม่เป็นที่ปรากฏแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนคือการสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุและเซรั่มก็จะหมดอย่างรวดเร็ว ต้องซื้อใหม่วนไป

4. หลีกเลี่ยงเซรั่มที่มีส่วนผสมของสีสังเคราะห์และน้ำหอม
ข้อนี้คือสิ่งที่ต้องจดไว้ก่อนหาซื้อเซรั่มกลางคืนมาใช้ ทั้งนี้เพราะในเมื่อเป็นสิ่งที่ผิวหน้าเราจะต้องสัมผัสกับมันโดยตรงแล้ว เราจึงควรเลือกเซรั่มที่อุดมไปด้วยสารบำรุงผิว มากกว่าจะอุดมไปด้วยสีสันหรือกลิ่นหอม ๆ ที่ไม่ได้ส่งผลประโยชน์ใด ๆ ต่อผิวหน้าเราเลย

5. ทาเซรั่มแล้วทิ้งไว้สักพัก ต่อไปจึงค่อยทาครีมอื่นทับลงไป เปรียบเสมือนการต่อคิว เมื่อเซรั่มกลางคืนถึงคิวที่จะถูกทาลงบนใบหน้าของเราแล้ว เราก็ควรรอให้เค้าซึมซาบและแสดงประสิทธิภาพสูงสุดให้เสร็จก่อนสัก 5 นาที หลังจากนั้นจึงค่อยทาครีมตัวถัดไปจ้า

เชื่อได้เลยว่าแค่เพียงเพิ่มเทคนิคการทาเซรั่มกลางคืนเล็กน้อย เซรั่มบูสต์ผิวก็จะสามารถเข้าไปปรนนิบัติผิวของเราในยามค่ำคืนได้เต็มประสิทธิภาพแล้ว ใบหน้าในยามตื่นนอนตอนเช้าของเราก็จะดูสุขภาพดีและสดใสขึ้นอีกเป็นกองอย่างแน่นอนค่ะ

แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.lancome.co.th/th_TH/serums/advanced-genifique-sensitive/00003-LAC.html

9


ใคร ๆ ก็คงปรารถนาให้ห้องน้ำของตัวเองสะอาดสะอ้านกันอยู่แล้ว แต่ถึงจะต้องการอย่างนั้นบางบ้านก็อาจมีคราบ มีร่องรอยสิ่งสกปรกตกค้างอยู่ อย่างนี้ก็คงแอบกังวลไม่น้อย จึงไม่ต้องการให้ท่านต้องทนอยู่เช่นนั้นอีกต่อไป ขอเผยวิธีล้างห้องน้ำด้วยน้ำยาล้างห้องน้ำและน้ำยาช่วยขจัดคราบ ประกันความสะอาดเอี่ยม ประทับใจทุกคน ปลอดภัย ไร้กังวลกับสิ่งสกปรกแน่นอน

น้ำยาล้างห้องน้ำกับวิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้อง
1. ต้องเลือกน้ำยาช่วยล้างห้องน้ำให้เหมาะสม
วัสดุหลักที่หลาย ๆ บ้านต้องใช้ปูพื้นห้องน้ำก็คือกระเบื้อง เมื่อเวลาผ่านไปการใช้งานมากขึ้น โดนน้ำบ่อย ๆ เกิดคราบสกปรก ก็ต้องมีร่องรอยคราบฝังลึกต่าง ๆ จากยาสระผม คราบสบู่ หรือคราบตะกรัน เชื้อรา ปัจจุบันนี้มียี่ห้อน้ำยาที่ช่วยล้างมากมาย หนึ่งในนั้นก็คือน้ำยาล้างห้องน้ำเป็ด ที่พร้อมขจัดคราบ ขจัดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ให้หลุดออกไปเนื่องมาจากมีส่วนผสมของกรดเกลือ หรือ hydrochloric acid แถมช่วยฆ่าเชื้อโรค และป้องกันพื้นลื่นอีกด้วย

2. อ่างล้างหน้าก็ต้องล้างนะ
นอกจากพื้นห้องน้ำแล้ว ก็ไม่ควรลืมเรื่องของอ่างล้างหน้าด้วย ทั้งนี้เพราะถือเป็นแหล่งที่ต้องโดนน้ำมาก ผ่านการชำระล้างสิ่งต่าง ๆ บ่อยครั้ง การปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งทำให้เกิดคราบมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นคราบหมองมองเห็นได้ไม่ชัดเจน จึงต้องไม่ลืมทำความสะอาด

3. ผนังห้องน้ำก็ต้องทำความสะอาดเช่นกัน
ในส่วนของห้องน้ำที่เป็นกระเบื้อง จำเป็นต้องล้างด้วยน้ำยาช่วยล้างห้องน้ำ รวมถึงน้ำยาขจัดคราบ เพื่อลดปัญหาคราบฝังลึกที่เกิดจากคราบไขมันผม สบู่ ยาสระผม ฯลฯ แม้ไม่มากเท่ากับพื้นแต่ก็มักจะเกิดคราบเชื้อราสะสมจากการโดนน้ำได้เช่นกัน โดยการเช็ดอาจต้องใช้อุปกรณ์เสริมอย่าง ฟองน้ำ ผ้า หรือแปรงแบบแข็งที่จะช่วยรักษาพื้นผิวไว้คงอยู่

4. ตัวช่วยล้างชักโครก หรือส้วม
ชักโครก หรือโถส้วมค่อนข้างสำคัญมาก ต้องล้างทำความสะอาดภายในให้ดีที่สุด เพราะว่ามีคราบสกปรกที่มาจากสิ่งปฏิกูล เชื้อโรค แร่ธาตุ และกลิ่น ควรใช้น้ำยาของโถสุขภัณฑ์โดยตรง หรือถ้าคราบเยอะ ๆ ก็ควรใช้น้ำยาช่วยขจัดคราบด้วย เพื่อการออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ทำร้ายผิวสุขภัณฑ์มากเกินไป

น้ำยาสำหรับล้างห้องน้ำจัดเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยขจัดสิ่งสกปรก คราบฝังลึกต่าง ๆ ที่มีตามห้องน้ำให้ออกไปได้ด้วยดี ทั้งนี้ หลายท่านอาจเลือกใช้ผงซักฟอกมาล้าง ความจริงแล้วการเลือกใช้ผงซักฟอกค่อนข้างล้างเอาออกยากมาก ล้างพื้นกระเบื้องก็ยิ่งทำให้ลื่น กรณีที่ผนังเป็นปูนก็ทำให้เกิดคราบแป้ง หรือฟอสเฟตที่ตกค้างอยู่ก็เป็นได้ จึงอยากแนะนำให้ใช้สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ด้านนี้โดยเฉพาะจะเป็นการดีที่สุด

ติดต่อสอบถามได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/HHP0610

10


ด้วยสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 หรือโควิด – 19 ทำให้หลายท่านต้องการใช้ตัวช่วยปรับบรรยากาศด้วยเครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูง ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค และหากใครที่มีแผนจะเลือกซื้ออยู่อยากให้ลองมาเรียนรู้รายละเอียดต่อไปนี้ดู ต่อจากนั้นค่อยเปรียบเทียบกันชัด ๆ ว่าจะเลือกแบรนด์ไหนใช้งานที่ดีที่สุด เพื่อให้การเลือกซื้อตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศง่ายมากยิ่งขึ้น ได้สินค้าที่ดีมีคุณภาพตามคาดหวัง
พาไปชมเครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหน โดนใจใช่เลย
1. Sharp FP-J30TA-B
ต้องบอกคุณสมบัติของเครื่องฟอกอากาศ Sharp รุ่น FP-J30TA-B 23 ตารางเมตร ,uเทคโนโลยีทรงพลัง Plasma Cluster Ion ปล่อยพลังบวกและลบได้อย่างดีที่สุด สามารถจัดการกับเชื้อไข้หวัดนก H5N1 เชื้อแบคทีเรีย และสามารถฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ การทำงานเงียบมาก ตั้งเวลาไว้ได้ 4 ชั่วโมง หรือ 8 ชั่วโมง มี HEPA Filter แบบกรองฝุ่นได้ อายุการใช้งานประมาณ 2 ปี เก็บฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้รวดเร็วทันใจ มีไฟสัญลักษณ์แจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาต้องเปลี่ยนไส้กรอง

2. Philips AC0820/20
มาต่อกันที่เครื่องฟอกอากาศ Philips รุ่น AC0820/20 49 ตารางเมตร กันบ้าง โดยจะมีความสามารถในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก ไปจนถึงฝุ่นละอองขนาดใหญ่ ทั้งแบบเห็นและไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็หายห่วง สามารถดักจับฝุ่นละอองขนาด 0.003 ไมครอนได้ ซึ่งเล็กยิ่งกว่าฝุ่น PM 2.5 เสียอีก มีหน้าจอแสดงผลเพื่อบอกสภาพอากาศ หรือสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ เหมาะสำหรับการวางไว้ในพื้นที่ 532 ตารางฟุต มีระบบหมุนเวียนอากาศแบบ 3 มิติ ใช้เวลาแค่ 16 นาทีก็สามารถฟอกอากาศให้ห้องที่มีขนาดพื้นที่ 20 ตารางเมตร ได้แล้ว

3. Xiaomi XMI-FJY4031GL(3H)
ตบท้ายกันที่เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi รุ่น XMI-FJY4031GL(3H) 45 ตารางเมตร ด้วยความสามารถในการฟอกอากาศที่บริสุทธิ์ได้ 400 ลูกบาศก์เมตร / ชั่วโมง มีความแม่นยำสูงแบบเซนเซอร์ Micro-scale Particle Laser มีแรงดันไฟฟ้า 100 – 240 โวลต์ พื้นที่ใช้งาน 45 ตร.ม. สามารถเชื่อมต่อด้วยแอพ Mi Home ได้ พร้อมระบบเสียงควบคุมอัจฉริยะ AI จอสัมผัสเป็นแบบ OLED Touch Display ที่สำคัญเซนเซอร์เป็นแบบ Micro-scale Particle Laser ที่มีความแม่นยำสูงมาก ไวต่อคุณภาพอากาศชนิดที่เป็นแบบ Real-time กันเลยทีเดียว

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศค่อนข้างได้รับความสนใจจากผู้คนอย่างมากมาย แต่ละรุ่น แต่ละแบรนด์ที่รีวิวมานี้ก็มีความน่าสนใจแตกต่างกันออกไป เอาเป็นว่าเลือกในแบบที่เหมาะตอบโจทย์การใช้งานของตนเองมากที่สุดจะดีกว่า สิ่งสำคัญต้องทำความเข้าใจคู่มือการใช้งานให้ดีก่อนด้วย และระวังวิธีใช้แบบผิด ๆ อาทิเช่น ไม่ควรดึงหรือบิดสายไฟ ไม่ควรวางใกล้พื้นที่ที่อับชื้น เช่น ในห้องน้ำ หรือหน้าห้องน้ำ ไม่ควรวางใกล้กับวัตถุไวไฟต่าง ๆ ไม่ควรวางเครื่องลักษณะเอียง หรือทางลาดชันเพราะว่าจะเสี่ยงร่วงตกลงมาได้ เท่านี้รับรองอากาศในบ้านของท่านจะดีขึ้นอีกเยอะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP02

11


ท่านใดที่ต้องการซื้อทีวีไปดูเพลิน ๆ สร้างความบันเทิงชนิดที่สีสวย ภาพคมชัด แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเลือกซื้อเลือกหายี่ห้อไหน อันที่จริงทุกวันนี้ต้องยอมรับว่ามีผู้ผลิตที่พยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ควรค่าต่อการหาซื้อติดบ้านไว้ไม่แพ้กัน บทความนี้จะขอรีวิวให้เห็นกันชัด ๆ 4 ยี่ห้อไปเลย ซึ่งจะมีรายละเอียดเป็นอย่างไร เชิญตามไปดูพร้อม ๆ กันดีกว่า ไม่ควรพลาดเด็ดขาด

รีวิว 4 ทีวี ยี่ห้อไหนดี ควรค่ากับการใช้งาน
1. Samsung (4K, QLED, Smart TV, 2021) QA55Q65AA ABKXXT

พูดเลยว่าทีวี Samsung รุ่น (4K, QLED, Smart TV, 2021) QA55Q65AA ABKXXT หน้าจอขนาด 55 นิ้ว ภาพมีความคมชัดระดับ 4K กำหนดความละเอียดที่ 3,840 x 2,160 พิกเซล ผ่านชิพประมวลผลแบบ Quantum Processor Lite 4K ดีไซน์ค่อนข้างบางเฉียบ สามารถจัดวางหรือนำไปตกแต่งไว้หลายพื้นที่ สีสดสวยงาม เสมือนอยู่ตรงหน้าจริง ๆ ด้วยเทคโนโลยี Quantum Dot ร่วมด้วยเทคโนโลยี Dual LED ปรับโทนสีเข้ากับอารมณ์ของคอนเทนต์ นอกจากนี้ยัง สามารถสั่งการด้วยเสียงเป็นภาษาไทยผ่านรีโมตบนแพลตฟอร์ม YouTube ได้ มี Solar Cell Remote ช่วยให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกขึ้น

2. LG (4K, Smart, Magic Remote) 43UP7750PTB
มาต่อกันที่ทีวี LG รุ่น (4K, Smart, Magic Remote) 43UP7750PTB หน้าจอขนาด 43 นิ้ว ที่มีความละเอียดภาพสวยคมชัดระดับ 4K แบบ Real 4K มี Active HDR มีทั้งแบบ HLG และ HDR 10 Pro รองรับการทำงานด้วยเสียง ด้วย AI สมาร์ททีวี ใช้ Apple Airplay 2 ที่แชร์คอนเทนต์จากระบบ IOS เข้าจอทีวีได้ง่าย ๆ ระบบแบบ Magic Remote ใช้งานได้เสมือนเม้าส์ไร้สาย สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น พลังเสียง 20 วัตต์ พร้อมระบบเสียง 2.0 Ch

3. Sharp (4K, Android) 4T-C60CK1X
มาต่อกันที่ทีวี Sharp รุ่น  (4K, Android) 4T-C60CK1X หน้าจอ 60 นิ้ว ที่มีหลอดภาพการทำงานแบบ LED Blacklight หน้าจอกว้าง 60 นิ้ว กับความละเอียดระดับ 4K Ultra HD รับชมความสนุกสนานได้ด้วย Smart TV ที่รองรับการใช้งานของ YouTube, Netflix และ Google Play สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่าน Bluetooth มีช่อง USB ให้ รับชมไฟล์ภาพยนตร์ ภาพต่าง ๆ หรือเพลงได้ด้วย ตัวรับสัญญาณแบบดิจิตอลในตัว ช่องต่อ HDMI รับการเชื่อมต่อภาพและเสียงให้บันเทิงยิ่งกว่าเดิม

4. TCL (Full HD) 40D3000
ปิดท้ายกันที่ TCL รุ่น (Full HD) 40D3000 หน้าจอขนาด 40 นิ้ว ที่มีภาพระดับ FHD ความละเอียด 1,920 x 1,080p เป็นแบบ USB 2.0 ที่พร้อมเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการส่งภาพสูงด้วยระบบ  HDMI 1.4 พร้อมสนุกไปกับเครื่องข่าย Wi-Fi 2.4 G สามารถร่วมพักผ่อนกันได้ทั้งบ้านแบบเพลิน ๆ

อย่างไรก็ดี หากคุณสามารถเลือกทีวีได้แล้ว ต้องระมัดระวังการเคลื่อนย้ายให้มาก และเพื่อป้องกันความเสียหาย ไม่ควรวางในพื้นที่ที่มีความชื้นสูง มีฝุ่นหนา เมื่อพบว่ามีปัญหา ชำรุด จะต้องรีบหยุดใช้งานTV ทันที และควรติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบทันที

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/TVA07

12


ก่อนจะตกลงใจเลือกซื้ออะไรมาใช้งานคงต้องอยากได้คำยืนยันจากผู้เคยใช้งานมาก่อน เพื่อสร้างความมั่นอกมั่นใจ ซื้อมาแล้วจะไม่ทำให้ผิดหวัง ถ้าหากท่านไหนอยากซื้อเครื่องดูดฝุ่นเพื่อใช้งานในบ้าน ออฟฟิศของตนเองสักเครื่องแต่ไม่รู้จะเลือกซื้อยี่ห้อไหนดี เอาเป็นว่าจะขอรีวิว 3 ยี่ห้อเด็ดให้รู้จักกันแบบเจาะลึกไปเลย เชื่อว่าจะช่วยให้การตกลงใจซื้อง่ายกว่าเดิมหลายเท่า

รีวิว 3 เครื่องดูดฝุ่น ยี่ห้อไหนดี ใช้งานคุ้มค่าสุด ๆ
1. Electrolux Z1221 1600 วัตต์
เริ่มต้นกันที่เครื่องดูดฝุ่น Electrolux รุ่น Z1221 1600 วัตต์ สีชมพู ที่จะเป็นแบบบรรจุเก็บฝุ่นด้วยถุงได้ 1 ลิตร ใช้กำลังไฟอยู่ที่ 220 – 240 โวลต์ กำลังมอเตอร์อยู่ที่ 1,600 วัตต์ ความยาวสายไฟ 4.5 เมตร ท่อดูดฝุ่นเป็นแบบอะลูมิเนียม 2 ชั้น สามารถปรับแรงดูดได้ มีตัวกรองแบบไมโครฟิลเตอร์ ใช้แผ่นกรองแบบคาร์บอนด้วย เมื่อฝุ่นเต็มแล้วก็จะมีสัญญาณเตือนดังขึ้น ล้อยางสามารถกันรอยได้ ท่อพักดูดฝุ่นเป็นแบบ 2 ตำแหน่ง เหมาะกับการใช้งานดูดฝุ่นภายในบ้านอย่างที่สุด

2. Dyson SV10Kv8 SLIM FLUFFY+
เผื่อท่านไหนไม่ชอบแบบถุง ลองมาดูเครื่องดูดฝุ่น Dyson รุ่น SV10Kv8 SLIM FLUFFY+ กันหน่อย โดยจะเป็นแบบระบบไซโคลน 2 ชั้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูด หัวดูดปากแบบแคบมีไฟ สามารถมองเห็นฝุ่นในที่มืดได้อย่างชัดเจน ทั้งหัวดูดยังมีลักษณะเป็นลูกกลิ้งนุ่ม มีความเล็กและบาง มอเตอร์เป็นแบบระบบดิจิทัล V8 พร้อมแรงดูดที่ 19.5 แอร์ วัตต์ มีระบบ HEPA ฟิลเตอร์อยู่ด้านท้ายเครื่อง สามารถดักจับฝุ่นสารได้หมด แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียม ระยะเวลาการชาร์ตอยู่ที่ 5 ชม. มีกล่องเก็บฝุ่นขนาด 0.45 ลิตร และใช้เสียงเพียง 82 เดซิเบล

3. Xiaomi XMI-SKV4060GL
ตบท้ายกันที่เครื่องดูดฝุ่น Xiaomi รุ่น XMI-SKV4060GL ที่สามารถทำความสะอาดบ้านได้อย่างหมดจด ด้วยระบบกรองที่มีให้ 5 ชั้น ถอดล้างทำความสำอาดได้ทันที แรงดูด 23,000 Pa ปริมาณอากาศใช้ได้ถึง 1,100 ลิตรต่อนาที มีมอเตอร์แบบ Brushless DC ที่ความเร็วสูง หมุนได้ 1 แสนรอบต่อ 60 วินาที และแรงดูดสูงสุดอยู่ที่ 90 AW แบตเตอรี่ความจุ 2,500 mAh ใช้เวลาการชาร์จเพียงแค่ 2.5 ชม. ถังสามารถเก็บสิ่งสกปรกได้ ไม่ต้องจับ ทำงานต่อเนื่องต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ 30 นาที ทำความสะอาดได้มากถึง 160 ตารางเมตร

เครื่องดูดฝุ่นแต่ละแบรนด์ย่อมมีคุณสมบัติแตกต่างกันออกไป ทั้งแบบถุง แบบด้ามจับ แบบมีเครื่องเก็บเล็กน้อย ซึ่งหากใครชอบแบบไหนก็สามารถเลือกซื้อเลือกหามาใช้งานได้ แต่กระนั้นก็ควรระแวดระวังเรื่องการใช้งานบ้าง อย่างเช่น ห้ามใช้ดูดกับของเหลวทุกชนิดที่ติดไฟ หรือที่ทำให้เกิดไฟไหม้ง่าย ไม่ควรใช้กับอุปกรณ์ที่มีกำลังไฟเท่ากัน ไม่ควรใช้งานโดยเครื่องอยู่ขั้นบันไดเหนือตัวผู้ใช้งาน เก็บให้พ้นมือเด็กโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่กำลังใช้งานเครื่อง เป็นต้น

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP12

13


เชื่อเหลือเกินว่าหลาย ๆ บ้าน หรือตามร้านอาหารต้องมีตัวช่วยเซฟเวลาในการล้างจาน อย่างเครื่องสำหรับล้างจานกันอยู่แล้ว แต่กระนั้นอาจมีบางท่านที่ยังไม่รู้ว่าจะดูแลรักษาอย่างไรให้ถูกวิธี ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น บทความนี้เลยอยากเอาใจคนที่มีเครื่องล้างจาน Electrolux หรือแบรนด์อื่น ๆ ด้วยการมอบทริคการดูแลรักษามาให้ศึกษาอย่างละเอียด ว่าแต่จะต้องทำยังไงบ้าง ไปติดตามกันให้ไว
เทคนิคการดูแลรักษาเครื่องล้างจานที่ถูกวิธี
1. จำเป็นต้องเลือกใช้น้ำยาเช็ดล้างที่เหมาะสม
ในการดูแลรักษาไม่ว่าจะเป็นเครื่องของ Electrolux เองหรือแบรนด์อื่น ๆ อย่าง เครื่องล้างจาน Xiaomi, Toshiba, FRANKE ฯลฯ ที่ปกติแล้วการล้างจานน้ำที่ใช้จะมีความกระด้างที่แตกต่างกัน เกิดสาเหตุอุดตันได้ง่ายมาก ด้วยเหตุนั้น จึงต้องล้างทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำ หรือเศษอาหาร เศษผงต่าง ๆ มาอุดตัน ยืดอายุการใช้งานไปในตัว ทั้งนี้ นอกจากจะใช้น้ำยาเช็ดที่พอเหมาะแล้ว ก็อาจมีสเปรย์ฉีดเพิ่มเติมเอาคราบสกปรกออกง่าย ๆ ช่วยขจัดคราบฝังลึก คราบตระกรัน ฯลฯ

2. ต้องล้างคราบตะกรันออกให้ดี
หลาย ๆ ท่านอาจจะละเลยการทำความสะอาดคราบตะกรันในเครื่องล้าง ทั้งที่จริงแล้วควรล้างให้เหมาะสม วิธีการไม่ลำบาก ให้เปิดเครื่องออกมา (ต้องไม่มีจาน ชามที่จะล้างอยู่) โดยอุณหภูมิต้องสูงประมาณ 30 นาที แล้วเปิดประตูมาล้างเครื่อง ปล่อยน้ำล้างออก ใส่น้ำยาทำความสะอาดเข้าไป ปิดประตูให้เครื่องทำงานต่อ แนะนำให้ทำปีละ 1 ครั้ง

3. กลิ่นและเชื้อรา ต้องตรวจสอบให้ดี
เรื่องกลิ่นและเชื้อรา ก็เป็นอีกปัญหาที่ต้องใส่ใจถ้าอยากดูแลรักษาเครื่องให้อายุการใช้งานยืนยาว เพราะว่าไม่อย่างนั้นจาน ชามได้มีกลิ่นติดแน่นอน แนะนำว่าให้ตรวจสอบตัวกรองเศษอาหารก่อน เนื่องมาจากเป็นต้นเหตุของเชื้อรา และแบคทีเรียเจริญเติบโต ป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยวิธีการให้ทำความสะอาดไส้กรอง โรยเบกกิ้งโซดาลงไป หรือจะใช้มะนาวมาผ่าครึ่งใส่ไวในตะกร้าช้อน ส้อม แล้วกดอุณหภูมิสูง จัดการกลิ่นออกไป

อย่างไรก็ตาม จะเป็นเครื่องล้างจานแบรนด์ไหน แนะนำว่าให้ล้างกำจัดคราบไขมันที่เกาะอยู่กับเครื่องที่อาจมาจากจาน ชาม ช้อน ส้อมอย่างน้อยทุก ๆ 4 – 6 เดือน โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องที่มีประสิทธิภาพร่วมด้วย ซึ่งต้องล้างโดยเปิดอุณหภูมิให้สูงเข้าไว้เพื่อให้ความร้อนช่วยชะล้างคราบและสิ่งสกปรกฝังแน่นต่าง ๆ ออกง่ายมากขึ้น

หลังจากนี้ก็เชื่ออย่างยิ่งว่าทุกท่านจะสามารถยืดอายุการใช้งานเครื่องได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียเงินซ่อม หรือซื้อเครื่องใหม่บ่อยอีกแล้ว

ชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/KIT0403

14


เคยไหม?! จะเลือกซื้อเลือกหาแอร์ หรือเครื่องปรับอากาศทั้งที แต่ก็เลือกที่โดนใจไม่ได้ อยากลองศึกษารีวิวก็ไม่โดน แถมอากาศเมืองไทยก็ร้อนได้ใจดีเหลือเกิน ยิ่งคิดยิ่งปวดหัว อย่าเพิ่งคิดมากและลองมาศึกษารีวิวตรงนี้ดูก่อน เพราะว่าได้ทำการคัดเลือกแอร์ที่น่าสนใจมาไว้ให้แล้ว 3 แบรนด์ด้วยกัน แต่ละยี่ห้อบอกเลยว่ามีคุณภาพ คุ้มค่ากับการใช้งานชัวร์
รีวิว 3 แอร์แบรนด์ไหนดี เย็นฉ่ำสะใจ น่าใช้งานสุด ๆ
1. Mitsubishi MSY-GT18VF 17742 บีทียู อินเวอร์เตอร์
เริ่มต้นด้วยแบรนด์แรกกับแอร์ Mitsubishi รุ่น MSY-GT18VF 17742 บีทียู อินเวอร์เตอร์ ถือเป็นสุดยอดเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศทำความเย็นที่ทำงานเงียบมาก มาพร้อมกับคอมเพรสเซอร์แบบ Inverter ประหยัดพลังงานที่สุด สามารถส่งลมไกลถึง 12 เมตร ทำให้เย็นได้ทั่วทุกมุมห้อง มีฟังก์ชัน Fast Cool ที่เพิ่มพลังความเย็นได้ภายใน 15 นาทีเท่านั้น มี Sleep Mode ที่ช่วยให้การพักผ่อนของคุณ ๆหลับสบายตลอดคืน สะดวกด้วยฟังก์ชัน Wide Mode ที่กระจายความเย็นไปได้ทั้งซ้าย และขวาได้มากกว่า 6 ทิศทาง มีสารพิเศษเคลือบระบายความร้อนของพัดลมด้วย

2. Carrier 42TVAB013-W/38TVAB013 12200 บีทียู อินเวอร์เตอร์
มาต่อกันที่แอร์ Carrier รุ่น 42TVAB013-W/38TVAB013 12200 บีทียู อินเวอร์เตอร์กันบ้าง โดยจะมีระบบฟอกอากาศแบบประจุ X-Ionizer ช่วยดักจับฝุ่น PM 2.5 ได้เป็นอย่างดี รวมถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ที่รบกวนด้วย มีคอยล์เย็นที่เคลือบสาร Aqua Resin ลดการสะสมของฝุ่นละออง และแบคทีเรียต่าง ๆ มีการส่งลมแบบอัตโนมัติ 4 ทิศทาง กระจายความเย็นได้แบบทั่วทั้งห้อง สดชื่นทั่วทั้งห้อง มีระบบช่วยกรองไฟ ป้องกันแผงวงจรไฟฟ้า เมื่อไฟตก หรือไฟเกิน มีระบบเดินเครื่องที่ทำงานแบบอัตโนมัติ พอไฟกลับมาปกติก็ทำงานได้ต่อทันที

3. Samsung R18TYHZCWKNST 18000 บีทียู อินเวอร์เตอร์
ตบท้ายด้วยการไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือแอร์ Samsung รุ่น R18TYHZCWKNST 18000 บีทียู อินเวอร์เตอร์ ที่จะมีเทคโนโลยี Digital Inverter Boost ที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากการถูกไฟกระชากได้ดี โหมด Digital Inverter Boost สามารถกระจายความเย็นออกไปได้ไกลถึง 15 เมตร เหมาะกับการใช้งานในทุกพื้นที่ เสียงรบกวนน้อยมาก หลับสบายไร้กังวล มีโหมดปรับการใช้งานและอุณหภูมิแบบอัตโนมัติ มี R32 Refrigerant ช่วยเรื่องความเย็นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การติดตั้งแอร์ไม่ว่าจะแบรนด์ไหนก็ตามจำเป็นต้องได้ช่างผู้เชี่ยวชาญจัดการ รวมถึงที่บ้านควรมีการติดตั้งสายดินไว้ด้วย ป้องกันไฟฟ้ารั่วไหลเป็นอันตรายถึงชีวิต นอกจากนี้ ควรดูแลรักษาทั้งเครื่อง และระบบไฟฟ้าให้ดี ล้างแอร์อย่างน้อยที่สุดปีละ 2 ครั้ง ที่สำคัญหากแอร์มีความเสียหาย ชำรุดจะตำแหน่งใดก็ตาม ต้องให้ผู้ชำนาญช่วยดูและแก้ไขทันที อย่าปล่อยเอาไว้หรือแก้ไขเองโดยเด็ดขาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP01

15


การดื่มน้ำสะอาดคืออีกปัจจัยหลักที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง การมีเครื่องกรองน้ำคุณภาพดีจึงช่วยในเรื่องนี้ได้ และยังประหยัดค่าใช้จ่ายหากเปรียบเทียบกับการซื้อน้ำขวดดื่มทุกวัน จึงอยากพาทุก ๆ ท่านไปทำความรู้จักกับ 4 เครื่องกรองน้ำคุณภาพดีที่หลาย ๆ ท่านเทใจเลือกซื้อมาใช้งาน ซึ่งแบบไหนจะเหมาะสมกับตัวเรา มีคำตอบมาบอกกันแบบจัดเต็ม คุ้มค่ากับการซื้อแน่นอน
รีวิว 4 เครื่องกรองน้ำ ยี่ห้อไหนดี โดนใจน่าใช้งาน
1. Stiebel FOUNTAIN 7S
ขอเริ่มต้นกันที่เครื่องกรองน้ำ Stiebel รุ่น FOUNTAIN 7S ที่นับว่าเป็นเครื่องที่ราคาถูกที่สุดแล้วก็ว่าได้ โดยมีความสามารถในการกรองน้ำดื่มแบบ 7 ขั้นตอนใน 1 ไส้กรอง รับรองว่าไม่มีสารเคมี กลิ่น คลอรีน สี รสชาติ ใด ๆ เจือปนอยู่อีกเลย พร้อมช่วยจัดการหินปูน และปรับรสชาติให้นุ่มลิ้นมากขึ้น แบคทีเรีย หรือการปนเปื้อนจากภายนอกที่มีโอกาสเจริญเติบโตอยู่ช่วยยับยั้งได้ดี ขนาดเล็กกะทัดรัด เคลื่อนย้ายง่ายๆ ไม่เปลืองพื้นที่ใช้สอย

2. Philips ON-TAP AWP3751
มาต่อกันที่เครื่องกรองน้ำ Philips รุ่น ON-TAP AWP3751 ที่น่าสนใจไม่แพ้รุ่นแรก ตัวเครื่องสามารถกรองได้แบบ 2 หมวด ทั้งน้ำที่ไว้ใช้ดื่มกิน ปรุงอาหาร และใช้งานแบบทั่วไป ดังเช่น ล้างจาน โดยแผ่นกรองเป็นแบบ X – Guard Ultra เป็นไมโครพลาสติกที่ช่วยลดคลอรีนได้ดี กรองสิ่งแปลกปลอมที่มีอนุภาคขนาดเล็กถึง 0.1 ไมครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการกรองแบบ QuickTwist ที่แผ่นกรองสามารถเปลี่ยนเองได้ง่าย ๆ

3. Pure CPR-02 UV
ต่อด้วยเครื่องกรองน้ำ Pure รุ่น CPR-02 UV ที่ราคาอาจสูงอยู่บ้างแต่เทียบกับคุณภาพก็น่าสนใจไม่น้อย โดยเป็นการกรองแบบ 5 ขั้นตอน ฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านคลื่น Ultra Violet พร้อมกระบวนการ 5 ขั้นตอนที่มีทั้งไส้กรองเรซิ่น ช่วยปรับสภาพน้ำที่กระด้างให้อ่อนลง ดักจับสารปนเปื้อนร้าย ๆ ไส้กรองเซดิเมนท์ที่จะดักจับทราย กรวด หิน โคลนที่ปนเปื้อนกับน้ำ หรือไส้กรองแอ็คติเวทคาร์บอนที่จะดูดจับสารเคมี สี ทองแดง กลิ่น ฯลฯ และไส้กรอง UF ช่วยกรองบรรดาจุลินทรีย์ และแบคทีเรียในน้ำ อนุภาคเล็ก 0.01 ไมครอน

4. Toshiba TWP-N1861UUFK(W)
ปิดท้ายกันที่เครื่องกรองน้ำ Toshiba รุ่น TWP-N1861UUFK(W) น่าสนใจตรงที่กรองน้ำได้ 5 ขั้นตอน ปลอดภัยไม่มีสารก่อมะเร็ง BPA เจือปนอยู่ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน เครื่องกรองผลิตจากพลาสติก ABS ที่แข็งแรง ทนทาน และยากต่อการสึกกร่อน ใช้งานได้สะดวกสบาย เป็นระบบแบบเติมน้ำอัตโนมัติ และมีเซ็นเซอร์หยุด ขนาดกะทัดรัด เคลื่อนย้ายสะดวกไปอีก

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเครื่องกรองน้ำแบรนด์ต่างๆ ที่รวบรวมมาให้พิจารณาตกลงใจเลือกซื้อ แต่กระนั้นก็อย่าลืมว่ายี่ห้อไหนก็ตาม ต้องเก็บไว้ในพื้นที่แห้ง พ้นมือเด็ก ไม่ใกล้เปลวไฟ หรือความร้อน ห้ามดัดแปลง แก้ไขสินค้า ห้ามใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นที่ไม่ได้มาตรฐานด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/KIT0901

16


หากท่านเป็นอีกคนที่มีความสนใจเครื่องทำน้ำอุ่นเพื่อให้การอาบน้ำสบายตัวยิ่งขึ้น แต่ยังไม่ทราบว่าจะเลือกซื้อยี่ห้อไหนดี ขอแนะนำกันแบบชัด ๆ 3 แบรนด์ 3 รุ่นเด็ดกันไปเลยไม่ว่าจะเป็นเครื่องทำน้ำอุ่น Stiebel – Panasonic – Sharp ยี่ห้อไหนจะมีความน่าสนใจอย่างใด เพื่อให้การเลือกซื้อเลือกหาเหมาะสม ตอบโจทย์มากขึ้น ไปสัมผัสกับรีวิวดี ๆ ต่อไปนี้กัน
รีวิว 3 ยี่ห้อเครื่องทำน้ำอุ่น น่าซื้อใช้งาน
1. Stiebel WS 45 E-2
เครื่องทำน้ำอุ่นยี่ห้อนี้น่าสนใจมาก โดยรุ่นที่อยากนำเสนอ คือ WS 45 E-2 4,500 วัตต์ สามารถทำงานได้แม้แรงดันน้ำอยู่ในจังหวะต่ำก็ตาม สามารถปรับอุณหภูมิแม่นยำ การทำงานเป็นเครื่องอัตโนมัติ 2 ขั้นตอน เมื่ออุณหภูมิสูงเกินก็ตัดการทำงานให้ทันที จึงค่อนข้างปลอดภัยสูง มีตัวป้องกันละอองน้ำตามมาตรฐาน IP25 ยิ่งเพิ่มความสบายใจไปอีกขั้น วัสดุแข็งแรงทนทาน โดยเฉพาะการทนต่อความร้อนได้ดี ไม่มีปัญหาตามมา สายฝักบัวอ่อนปรับได้ 5 รูปแบบ ราวเลื่อนชุบโครเมียม สามารถปรับระดับสูง-ต่ำ ได้ตามต้องการ สนนราคาไม่แรงอย่างที่คิด คุ้มค่ากับการลงทุนมาก ๆ

2. Panasonic DH-4NS1TW
รู้จักเครื่องทำน้ำอุ่นยี่ห้อ stiebel กันไปแล้ว มาต่อที่เครื่องทำน้ำอุ่น Panasonic รุ่น DH-4NS1TW 4,500 วัตต์ ที่เน้นการออกแบบที่ค่อนข้างกระทัดรัด เข้ากับห้องน้ำทุกสไตล์ ประหยัดพื้นที่ขั้นสุด ไม่ว่าขนาดใหญ่เล็กแค่ไหนอย่าได้หวั่น หัวฝักบัวผสมสารยับยั้งแบคทีเรีย พลาสติกคุณภาพ ABS เกรดที่ไม่ลุกลามไฟ ป้องกันไฟรั่วได้ มีฮีตเตอร์เป็นขดลวดทองแดง ทำให้ร้อนเร็ว ปลอดภัยแน่ๆ มั่นใจได้เลย

3. Sharp WH-246E
ตบท้ายกันที่เครื่องทำน้ำอุ่น sharp รุ่น WH-246E 4500 วัตต์กันเลย โดยเป็นแบบ HEATER TANK ที่ทั้งทำความร้อนและเก็บความร้อนได้ดี มีระบบนิรภัยแบบตัดไฟให้อัตโนมัติ ELB ต่อให้เกิดไฟรั่วก็ไม่มีอันตรายกับผู้ใช้งานหรือคนในบ้าน วัสดุภายในและภายนอกเป็นของมีคุณภาพทนทานต่อน้ำ ป้องกันน้ำไม่ให้เข้าเครื่อง สามารถควบคุมอุณหภูมิของน้ำออกได้อย่างเต็มที่ สม่ำเสมอทุกองศาโดยใช้ระบบ ETC แม้ไม่มีแรงดันมาสม่ำเสมอก็ยังสามารถอาบน้ำได้เต็มที่ มาตรฐานความปลอดภัยดีเยี่ยม ไม่ต้องกลัวว่าใช้งานแล้วปัญหาเยอะใด ๆ รูปทรงเครื่องเป็นแบบโค้งมน ปรับเข้าตามพื้นที่ได้อย่างดีเยี่ยม

ถึงอย่างไร ไม่ว่าจะใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบรนด์ไหนก็ตาม ควรต้องระวังในเรื่องของการติดตั้งสายดินไว้ด้วย เพื่อลดความเสี่ยงรับอันตรายถึงชีวิต รวมถึงไม่ใช้สารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เป็นกรดทำความสะอาด ไม่ควรจัดเก็บเครื่องไว้ใกล้เปลวไฟ หรือความร้อน หากมือเปียกก็ไม่ควรไปสัมผัสตัวเครื่องโดยตรง แล้วการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นของคุณทุกคนจะสบายกาย สบายใจ ปลอดภัยในทุกครั้งที่อาบน้ำ อากาศหนาวเย็นเพียงใดก็ไม่หวั่น

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/PLU0501

17

เชื่ออย่างยิ่งว่าหลายคนที่กำลังจะเลือกซื้อตู้เย็นก็คงจะมีความลังเลใจกันอยู่บ้าง ซึ่งหากลองเลือกดูแล้วจะพบว่าตู้เย็น Mitsubishi ได้รับความนิยมเลือกใช้งานเป็นลำดับต้น ๆ กระนั้นเพราะอะไรถึงถูกเลือกใช้งานมากแบบนี้ เพื่อให้ช่วยตกลงใจง่ายมากขึ้น ก็มีรายละเอียดอย่างเจาะลึกมาบอกต่อ เชื่ออย่างยิ่งว่าช่วยให้การตัดสินใจซื้อของคุณ ๆเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิมแน่นอน เหตุผลที่ช่วยให้การตัดสินใจเลือกซื้อเลือกหาตู้เย็น Mitsubishi เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น
1. มีหลากหลายรุ่นให้เลือก
ต้องพูดว่าตู้เย็นแบรนด์นี้มีให้เลือกหลากหลายรุ่นอยู่ ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว โดยถ้าจะให้เสนอแนะก็คือรุ่น MITSUBISHI MR-FC35ER/SSL ที่จะเป็นแบบ 2 ประตู 11.1 คิว มีประสิทธิภาพในการควบคุมความเย็นผ่านระบบไมโครชิพ Neuro Fuzzy มีความชื้นในช่องแช่ที่ทำให้ผักผลไม้สดชื่นตลอดเวลา ทั้งผนังช่องแช่ผสมสารที่ช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียไปอีก หรืออีกรุ่น MITSUBISHI MR-FX41EP/GSL แบบ 2 ประตู 13.3 คิว มีระบบควบคุมการทำงาน จดจำ และเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค มีพัดลมคู่ทำความเย็น ยืดอายุการใช้งานเครื่อง เป็นต้น

2. มีความน่าเชื่อถือ ไว้ใจได้
แน่นอนว่าตู้เย็นนี้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่คุณภาพจัดเต็ม ยืนยันความน่าเชื่อถือจากผู้เคยใช้งานจริงมาก่อน มีสถานที่ตั้งแหล่งผลิตที่ชัดเจน เดินทางไปได้จริง ๆ มีรายละเอียดผู้ผลิตบอกให้รู้ สามารถเลือกเข้าไปดูสินค้าได้ทั้งทางออนไลน์ และทางหน้าร้าน รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

3. มีราคาที่ค่อนข้างเป็นมิตร
โดยทั่วไปแล้วตู้เย็นที่เป็นแบบ 2 ประตูจะค่อนข้างมีราคาสูงเนื่องจากด้วยกระบวนการทำงานบวกกับนวัตกรรมต่าง ๆ ที่มีในเครื่อง แต่กับตู้เย็นของแบรนด์นี้บอกเลยว่าแต่ละรุ่นราคาไม่แพง แถมคุณภาพก็จัดเต็มอยู่เหมือนเดิม โดยลองเปรียบเทียบราคาแล้วก็อยู่ที่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นต้น ๆ เท่านั้น ในขณะที่อีกหลายยี่ห้อแบบ 2 ประตูราคาสูงเกินหมื่นทั้งสิ้น

แล้วนอกจากตู้เย็นแบรนด์ Mitsubishi ยังมีแบรนด์อื่นที่น่าสนใจไหม
นอกจากตู้เย็นยี่ห้อนี้แล้ว ยังมียี่ห้ออื่น ๆ ที่อยากให้พิจารณาด้วย เช่น ตู้เย็น Samsung ที่มีให้เลือกหลายขนาด หลายความจุ แต่ราคาก็อาจสูงมากกว่า ได้แก่ รุ่น RT29K5511S8/ST มีความจุ 10.7 คิว ราคาอยู่ที่หลักหมื่นต้น ๆ แล้ว หรือรุ่น RT35K5534S8/ST ความจุ 12.9 คิว ที่ก่อนหน้าราคาอยู่ที่หมื่นปลาย ๆ แต่ช่วงนี้มีโปรโมชั่นลดราคาอยู่ก็ประมาณหมื่นต้น ๆ หรืออีกยี่ห้อตู้เย็น Hitachi ที่ราคาถูกลงมาแต่ขนาดความจุก็ไม่มากเท่าไหร่ เช่น รุ่น R-H200PD BSL ความจุอยู่ที่ 7.7 คิว หรือรุ่น R-H230PD BSL ความจุ 8.7 คิว

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเลือกซื้อเลือกหาตู้เย็นของคุณจะตัดสินใจกันได้ง่ายมากขึ้น ด้วยความน่าสนใจทั้งด้านความน่าเชื่อถือ ราคา ความจุ หรือรุ่นที่ให้เลือกก็มีหลากหลายด้วยเช่นกัน รวมไปถึงรุ่นอื่น ๆ ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจให้ลองใช้งาน

แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP09

18


สมัยนี้วิวัฒนาการของเครื่องซักผ้าต้องยอมรับว่าพัฒนาไปเรื่อย ๆ และก็ดีขึ้นตามลำดับอย่างเครื่องซักผ้า Electrolux ถือได้ว่าน่าสนใจ ซึ่งโดยทั่วไปมักมีให้เลือกใช้งานหลัก ๆ เป็นแบบที่มีผ้าหน้า และแบบฝาบน ทำเอาคนจำนวนไม่น้อยมีความสงสัยว่าทั้ง 2 ประเภทแตกต่างกันอย่างไร บทความนี้จึงขอนำข้อมูลมาให้ศึกษาและเลือกใช้ง่ายขึ้น  ความต่างของระหว่างแบบฝาหน้า และแบบฝาบน
1. เรื่องระยะเวลาการในซักผ้า
เริ่มต้นเป็นเรื่องของระยะเวลาในการซัก ซึ่งโดยปกติถ้าเป็นเครื่องฝาหน้าก็จะใช้เวลาแต่ละรอบที่ค่อนข้างนาน เนื่องด้วยมีขั้นตอนการซักที่มากกว่า นั่นคือมีการจ่ายน้ำเข้า – ออกจากตัวถังซัก มีการใช้อุณหภูมิเพื่อบอกประสิทธิภาพในการซัก หรือการปั่นที่ต้องทำความสะอาดเสื้อผ้านาน ในขณะที่เครื่องซักผ้าชนิดฝาบนนั้นจะใช้เวลาซักไวกว่า เนื่องมาจากมีการเติมน้ำเข้าถังเครื่องเพียง 1 ครั้งเท่านั้น แต่ประสิทธิภาพการทำความสะอาดก็อาจน้อยกว่าบ้าง

2. ความรวดเร็วในการสั่งปั่น
แน่นอนว่าเครื่องซักผ้าที่เป็นฝาหน้าจะมีแรงปั่นที่ค่อนข้างสูง โดยที่เครื่องฝาบนจะกำหนดที่ 1,400 รอบต่อนาที จึงช่วยจัดการน้ำให้ออกจากถังเครื่องได้ รวมทั้งความชื้นที่มีในเสื้อผ้าให้ออกไปด้วยดี ทำห้าผ้าแห้งไว ขณะที่ฝาบนมีความเร็วที่ 850 รอบต่อนาที

3. ความประหยัดพลังงาน
ต้องบอกว่าเครื่องแบบฝาหน้านั้นจะใช้น้ำในการซักแต่จะน้อยกว่าเครื่องซักผ้าฝาบนอันเป็นผลมาจากการออกแบบ และในแต่ละรอบการซักก็จะใช้น้ำที่ปริมาณพอดีระดับเสื้อผ้าเลยด้วย ช่วยให้ประหยัดค่าน้ำได้ 2 – 3 เท่าเลยทีเดียว

4. ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเสื้อผ้า
หากเป็นเครื่องซักผ้าแบบฝาหน้าจะช่วยให้คราบที่ผังลึกหลุดออกได้ง่าย เนื่องมาจากลักษณะการหมุนจะเป็นแบบไปกลับของถังซัก ทำให้ประสิทธิภาพการทำความสะอาดมีมากกว่า รวมถึงยังมีเทคโนโลยีในการทำความสะอาดที่ซักได้รวดเร็วขึ้น ระบบสารซักฟอกที่ตรวจเช็คการทำความสะอาดได้ ขณะที่เครื่องซักผ้าฝาบนอาจจะต้องระวังเรื่องแรงเหวี่ยงเอาคราบออก

ดังนี้ถ้าจะให้แนะนำเครื่องซักผ้าทั้งแบบฝาหน้า และแบบฝาบนอื่น ๆ นอกเหนือจากแบรนด์ที่แนะนำแล้วก็ยังมีแบรนด์อื่น ๆ น่าสนใจ อาทิ เครื่องซักผ้า Hitachi แบบฝาบนราคาถูก พลังซักคุ้มค่า หรือถ้ายังเลือกไม่ได้แนะนำอีกแบรนด์เป็นเครื่องซักผ้า Samsung ที่มีทั้งแบบฝาหน้าและฝาบนเลือกได้ตามสะดวก ราคากลาง ๆ เทียบเท่าคุณภาพราคาสูง ๆ ได้ดี

  แน่นอนว่าหากเราเลือกรุ่นที่เหมาะสม เชื่อว่าจะช่วยให้การซักผ้าสะอาดหมดจด ผ่านไปได้อย่างไร้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันการประหยัดเวลาด้วยเครื่องซักที่เหมาะช่วยให้มีเวลาทำกิจกรรมอื่นเพิ่มเติมได้

แวะชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/APP1303

19
อากาศร้อนอย่างนี้เห็นที่พัดลมทั่วๆ ไปอาจจะเอาไม่อยู่ เพราะฉะนั้นพัดลมไอเย็นหรือพัดลมไอน้ำที่มอบสายลมเย็นฉ่ำมากกว่าพัดลมปกติจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่หลายท่านเลือกใช้เพื่อคลายร้อน หากใครกำลังหาพัดลมไอเย็นไว้ใช้งานกัน คราวนี้เราก็มีรีวิวพัดลมไอเย็น hatari ราคากำลังดีมาให้พิจารณากันถึง 3 รุ่นเลยทีเดียว

1. พัดลมไอเย็น HATARI AC Pro สีขาว (ราคาจำหน่าย 3,998 บาท)


พัดลมไอเย็นที่มาพร้อมคุณสมบัติปรับแรงลมได้มากถึง 5 ระดับ เพิ่มพลังลมเย็นด้วยระบบ COOL พร้อมให้ลมเย็นทันใจด้วยแผ่นกระจายน้ำขนาดใหญ่ที่ผลิตจากเยื่อไม้คุณภาพสูงเคลือบสารเทฟลอน มีหน้าจอสำหรับแสดงอุณหภูมิในขณะที่ใช้งาน โดยสามารถปรับแสงสว่างได้ 3 ระดับและเปลี่ยนสีไฟได้ทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเขียว สามารถตั้งเวลาเปิด ปิดอัตโนมัติได้นานสูงสุดถึง 8 ช.ม. มีระบบไฟเตือนให้เติมน้ำเมื่อระดับน้ำในถังต่ำกว่ากำหนด โดยสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12 ลิตร มั่นอกมั่นใจได้ถึงคุณภาพด้วยมาตรฐานระดับโลก ISO 9001 และมาตรฐาน มอก.934-2558 ปลอดภัยมั่นใจด้วยระบบ ELCB และระบบตัดไฟอัตโนมัติ THERMAL FUSE ที่จะทำการตัดกระแสไฟทันทีถ้าหากมีกระแสไฟฟ้ารั่วเกิดขึ้น และมอบการใช้งานที่ทนทานยิ่งกว่าด้วยระบบรองลื่นบอล แบริง มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง

2. พัดลมไอเย็น HATARI AC TURBO1 32 ลิตร สีขาว (ราคาจำหน่าย 4,998 บาท)


พัดลมไอเย็นที่มาพร้อมคุณสมบัติการเพิ่มพลังลมเย็นด้วยระบบ COOL มาพร้อมระบบลดความชื้นสะสมที่ตัวเครื่องไอโอไนเซอร์ ที่ปล่อยประจุไอออนลบเพื่อดักจับฝุ่นละอองในอากาศ มอบสายลมที่เย็นสบายไร้กลิ่นอับ สามารถปรับแรงลมได้มากถึง 5 ระดับ ควบคุมการทำงานด้วยระบบสัมผัสและรีโมทคอนโทรล สามารถตั้งเวลาเปิด ปิดอัตโนมัติได้นานสูงสุดถึง 8 ชั่วโมง ปล่อยความเย็นได้เร็วทันใจด้วยแผ่นกระจายน้ำ CelPad ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากเยื่อไม้คุณภาพสูงเคลือบสารเทฟลอน มอบความทนทานต่อการใช้งานด้วยระบบรองลื่นบอล แบริง มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เสริมความปลอดภัยในการใช้งานด้วยระบบตัดไฟอัตโนมัติ เทอร์มอล ฟิวส์ และระบบ ELCB ที่จะทำการตัดกระแสไฟทันทีเมื่อไฟฟ้ารั่วเกิดขึ้น พร้อมไฟเตือน FILL WATER ให้เติมน้ำ โดยสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 32 ลิตร และมั่นอกมั่นใจได้ถึงคุณภาพด้วยกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001

3. พัดลมไอเย็น HATARI AC Classic1 8 ลิตร สีขาว (ราคา 2,998 บาท)


พัดลมไอเย็นดีไซน์เรียบหรูขนาดเล็กที่สามารถเพิ่มพลังลมเย็นยิ่งกว่าด้วยระบบ COOL สามารถปรับระดับความแรงลมได้มากถึง 4 ระดับ มีระบบลดความชื้นสะสมที่ตัวเครื่อง มาพร้อมกับระบบตัดการทำงาน Cooling อัตโนมัติ เมื่อมีระดับความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงเกินค่ามาตรฐานหรือระดับน้ำภายในเครื่องลดลงต่ำกว่าปกติ สามารถตั้งเวลาเปิด ปิดได้นานสูงสุดถึง 8 ช.ม. ปล่อยความเย็นเร็วทันใจด้วยแผ่นกระจายน้ำ CelPad ขนาดใหญ่ แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานด้วยระบบรองลื่นบอล แบริง มอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เชื่อมั่นถึงความปลอดภัยด้วยระบบตัดไฟอัตโนมัติ เทอร์มอล ฟิวส์ และระบบ ELCB ที่จะทำการตัดกระแสไฟทันทีเมื่อไฟฟ้ารั่ว พร้อมไฟแจ้งเตือนเติมน้ำ FILL WATER เมื่อระดับน้ำในถังมีปริมาณต่ำกว่าที่กำหนด โดยถังน้ำสามารถจุน้ำได้ 8 ลิตร ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย มอก.934-2558 และผ่านกระบวนการผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP0507

20
อาหารเมนูทอดก็มักจะมาคู่กับน้ำมันอยู่เสมอ แต่จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถมีตัวช่วยในการทอดโดยที่ไม่ต้องใช้น้ำมันและสามารถปรุงอาหารได้อย่างหลากหลายเมนู แน่นอนว่าเรากำลังกล่าวถึงหม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องมือยอดฮิตสำหรับครัวยุคใหม่นั่นเอง และในครั้งนี้เราก็มีหม้อทอดไร้น้ำมัน tefal และ หม้อทอดไร้น้ำมัน philips มาแนะนำกัน

1. หม้อทอดไร้น้ำมัน PHILIPS HD9270/91 1.2 กก. (ราคา 4,690 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันดีไซน์สวยทันสมัย ไม่ว่าจะวางไว้มุมไหนในครัวก็ดูดี ตอบโจทย์สำหรับคนรักสุขภาพได้อย่างลงตัวด้วยเทคโนโลยี Airfryer ที่ให้คุณ ๆสามารถทอด ย่าง คั่ว และอบได้ครบครันภายในเครื่องเดียว สามารถลดไขมันได้สูงสุดถึง 90% แต่ยังคงความอร่อย กรอบนอกนุ่มใน ตามสไตล์ของทอดได้เป็นอย่างดีด้วย Rapid Air technology สร้างการไหลเวียนของอากาศที่เร็วขึ้น ทำให้อาหารกรอบอร่อยโดยแทบไม่ใช้น้ำมัน พร้อมโหมดการอุ่น ควบคุมการทำงานได้อย่างง่ายดายด้วยหน้าจอดิจิทัลที่ทันสมัย โดยมีโปรแกรมการปรุงอาหารที่ตั้งค่าล่วงหน้าได้ถึง 7 ค่า มีระบบปิดเครื่องอัตโนมัติ เมื่อปรุงอาหารเสร็จไม่ต้องนั่งเฝ้า และปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยผนังเครื่องแบบ Cool Wall จับได้ไม่ร้อน พร้อมด้วยตะกร้าแบบ QuickClean เคลือบสารกันอาหารติดที่สามารถทำความสะอาดได้ง่าย

2. หม้อทอด PHILIPS HD9860/91 1.4 กิโลกรัม (ราคา 15,990 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันดีไซน์สวยหรูทันสมัยเพิ่มความหรูหราพรีเมี่ยมให้กับครัวของคุณ ๆได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์คนรักสุขภาพด้วยฟังก์ชัน Smart Chef Programs ที่สามารถปรับเวลาและอุณหภูมิอัตโนมัติสำหรับเมนูยอดฮิตได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้ง Smart Sensing Technology ที่ช่วยปรับเวลา และอุณหภูมิในการทำอาหารให้อร่อยได้อย่างเหมาะสม รับประทานของทอดได้อย่างสบายใจด้วย TwinTurboStar Technology ที่สามารถรีดน้ำมันส่วนเกินลดไขมันได้สูงสุดถึง 90% แต่ยังคงไว้ซึ่งความอร่อยกรอบนอกนุ่มในตามแบบฉบับของทอดได้อย่างลงตัว สามารถปรุงเมนูต่าง ๆได้หลากหลายด้วยเทคโนโลยี Airfryer เช่น การทอด ย่าง คั่ว และอบได้ในเครื่องเดียว พร้อมด้วยตัวช่วยในการปรุงอาหารไม่ว่าจะเป็นโหมดการอุ่น โปรแกรม Smart Chef และทำความสะอาดได้สะดวกด้วยตะแกรงแบบ QuickClean basket

3. หม้อทอดไร้น้ำมัน TEFAL EY201866 1.2 กก. (ราคาจำหน่าย 2,690 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันใบเล็กราคาประหยัด ที่มาพร้อมเทคโนโลยีฮอทแอร์ช่วยกระจายความร้อนได้รวดเร็ว และทั่วถึงจึงทำให้เมนูทอดของคุณกรอบนอกนุ่มในแต่มีน้ำมันน้อย จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพที่ต้องการรับประทานเมนู ทอด ปิ้ง ย่าง และอบ สามารถประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน พร้อมโหมดตั้งเวลาสูงสุด 60 นาทีและตัดไฟอัตโนมัติเมื่อครบเวลา สามารถปรับอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 80-200 องศาเซลเซียส ด้วยปุ่มปรับแบบหมุนใช้งานง่ายๆ ครอบคลุมเมนูต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย ล้างทำความสะอาดได้อย่างสะดวกมากด้วยตะแกรงทอดเคลือบสารกันติด และสามารถทำความสะอาดด้วยเครื่องล้างจานได้อีกด้วย

4. หม้อทอด TEFAL EY402D66 1.2 กิโลกรัม (ราคาจำหน่าย 4,490 บาท)


หม้อทอดไร้น้ำมันที่จะช่วยทำให้คุณสามารถปรุงอาหารได้อย่างหลากหลายรูปแบบภายในเครื่องเดียว อาทิ เมนูทอด, ปิ้ง, ย่าง, เบเกอรี่ และอบ มาพร้อมตะแกรงทอดเคลือบสารกันติด ที่สามารถถอดออกได้ง่ายดายและล้างทำความสะอาดได้อย่างง่าย สามารถใช้งานร่วมกับเครื่องล้างจานได้ ตอบสนองทุกเมนูอาหารด้วย 8 โปรแกรมทำอาหารอัตโนมัติ สามารถปรับเลือกอุณหภูมิที่ต้องการได้เอง ตั้งแต่ 80-200 องศาเซลเซียส ตั้งเวลาได้สูงสุด 60 นาที มีหน้าจอแสดงข้อมูลแบบดิจิตอล พร้อมระบบตัดไฟอัตโนมัติเมื่อครบเวลา และยังมีอุปกรณ์เสริมสำหรับทำเบเกอรี่อย่างถาดอบเค้กมาให้ใช้งานกันด้วย

เข้าชมเว็บไซต์ได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP080503

21
ณ.เวลานี้ปัญหามลพิษทางอากาศนั้นก็เริ่มมีมากขึ้นและส่งผลต่อสุขภาพของหลายคนอย่างเห็นได้ชัด การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศหรือเครื่องกรองอากาศให้กับห้องต่าง ๆ ภายในบ้านนับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเวลานี้ และครั้งนี้เราก็มีเครื่องฟอกอากาศ sharp ที่เหมาะสำหรับห้องขนาดต่าง ๆ มาแนะนำถึง 3 รุ่น

1. เครื่องฟอกอากาศ SHARP FP-J30TA-B 23 ตารางเมตร (ราคาจำหน่าย 2,430 บาท)


เครื่องฟอกอากาศราคาไม่แพง ที่เหมาะสำหรับห้องขนาดเล็ก มาพร้อมกับเทคโนโลยี Plasmacluster Ion อนุภาคพลาสม่าคลัสเตอร์ลดไฟฟ้าสถิตที่ปล่อยอนุภาคบวกและลบ มาพร้อมไส้กรองอากาศประสิทธิภาพสูงเพื่อดักจับเชื้อโรคและฝุ่นละอองต่าง ๆ สามารถฆ่าเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย และ เชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมพลังลมที่ให้แรงดูดอันทรงพลังและทิศทางลมดูดแบบพิเศษ สามารถเก็บฝุ่นละอองต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมฟังก์ชั่นตั้งเวลา (4 หรือ 8 ชั่วโมง) สำหรับแผ่นกรองฝุ่น HEPA Filter ก็มีอายุการใช้งานประมาณ 2 ปี (ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน) โดยจะมีไฟสัญลักษณ์แสดงเมื่อต้องทำการเปลี่ยนไส้กรอง

2. เครื่องฟอกอากาศ SHARP KC-G60TA-W 50 ตารางเมตร (ราคา 16,990 บาท)


เครื่องฟอกอากาศที่เหมาะกับห้องขนาดใหญ่ 50 ตารางเมตร มาพร้อมจอแสดงผล Smart Display สามารถฟอกอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบเซ็นเซอร์ 6 ประเภทที่แม่นยำและตั้งเวลาเปิดหรือปิดได้ตามความต้องการรวมไปถึงมีระบบ Auto Restart ที่จะกลับมาทำงานหลังไฟไฟดับโดยที่ท่านไม่ต้องกลับมาเปิดเครื่องใหม่ ให้อากาศบริสุทธิ์ด้วยระบบพลาสม่าคลัสเตอร์แบบเข้มข้น พร้อมระบบไอน้ำอัตโนมัติ และระบบทำงานแบบ PCI spot mode แผ่นกรอง 3 ชั้น อายุการใช้นานสูงสุด 10 ปี โดยมีแผ่นกรอง HEPA ที่สามารถดักจับฝุ่นได้ถึง 99.97% เคลื่อนย้ายง่ายด้วยล้อเลื่อนติดมากับตัวเครื่อง

3. เครื่องฟอกอากาศ SHARP KI-L80TA-T 62 ตร.ม. (24,990 บาท)


เครื่องฟอกอากาศที่เหมาะกับห้องขนาดใหญ่ 62 ตารางเมตร มาพร้อมระบบพลาสม่าคลัสเตอร์เข้มข้นที่พ่นอนุภาคไฟฟ้าประจุบวกและลบเพื่อฆ่าเชื้อโรค, เชื้อรา, เชื้อแบคทีเรีย, เชื้อไข้หวัดนก H5N1 ในอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้นด้วยระบบอินเวอร์เตอร์ พร้อมด้วยระบบ ION SHOWER ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพลาสม่าคลัสเตอร์ในปริมาณที่สูงเป็นพิเศษ มีเซ็นเซอร์ตรวจจับกลิ่น, ความชื้น และฝุ่นละออง PM2.5 ด้วยความไวสูง ช่วยสลายกลิ่นอับชื้นและฤทธิ์สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นในห้องได้เป็นอย่างดี โดยมีแผ่นกรองอากาศ HEPA ที่ช่วยดักจับฝุ่นละอองและกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมควบคุมความชุ่มชื้นด้วยไอน้ำเพื่อมอบอากาศที่เป็นธรรมชาติไม่แห้งจนเกินไป สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยการควบคุมการทำงานของเครื่องผ่านสมาร์ทโฟนบนแอปพลิเคชัน SHARP AIR โดยสามารถตั้งเวลา เปิด/ปิด เครื่องได้สูงสุด 12 ชั่วโมง

ดูสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/APP02

22
ในช่วงที่สถานการณ์โรคระบาดยังคงน่าเป็นห่วงส่งผลให้หลายท่านหลีกเลี่ยงการออกไปดูหนังนอกบ้านเพื่อลดความเสี่ยงแล้วหันมารับชมสิ่งบันเทิงผ่านหน้าจอทีวีกันที่บ้านแทน คราวนี้เราจึงมีรีวิว tv จอใหญ่สะใจ พร้อมราคา ทีวี มาฝากถึง 4 รุ่นด้วยกัน เพื่อให้คุณได้รับชมความบันเทิงได้อย่างเต็มอิ่มคมชัดเต็มตา

1. คิวแอลอีดี 75" SAMSUNG (4K, QLED, Smart TV) QA75Q70AAKXXT


ลดราคาลงมามากถึง 35% เหลือเพียง 57,990 บาท หากซื้อออนไลน์ได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 6,150 บาท ให้ภาพคมชัดด้วยความละเอียดระดับ 4K (3,840 x 2,160) พร้อมชิปประมวลผล Quantum Processor 4K มอบภาพที่ดีที่สุดสมจริงด้วยระดับสี 100% Quantum Dot ให้คุณ ๆสามารถเล่นเกมด้วยความลื่นไหลเหนือระดับกับ Motion Xcelerator Turbo+ ในระดับ 4K 120Hz โดดเด่นด้วยดีไซน์บางเฉียบ (AirSlim) พร้อมรับฟังเสียงสมจริงด้วยเทคโนโลยี Object Tracking Sound Lite (OTS Lite) ที่ให้พลังเสียงรวมถึง 20 วัตต์ และเพิ่มความชัดเจนด้วยทิศทางเสียง 2.0 CH ควบคุมได้อย่างง่ายดายล้ำสมัยอีกระดับด้วย Solar Cell Remote พร้อมรองรับการสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยผ่านรีโมทด้วย Youtube Thai Voice Search

2. แอลอีดีทีวี 75" LG (4K, Smart, Magic Remote) 75UP8000PTB


มาพร้อมกับแคมเปญสุดพิเศษลดราคาลงมาถึง 31% เหลือเพียง 39,990 บาท พิเศษยิ่งขึ้นเมื่อซื้อออนไลน์ก็ได้ลดเพิ่มอีก 2,340 บาท มาพร้อมคุณสมบัติที่ให้ภาพคมชัด Real 4K ในระดับ 4K (3,840 x 2,160) พร้อมด้วย Active HDR ที่ให้ภาพ HDR ทั้งแบบ HDR 10 Pro และแบบ HLG สามารถรองรับการสั่งงานด้วยเสียง และมาพร้อมกับ Magic Remote ที่สามารถใช้งานได้เสมือนเม้าส์ไร้สายให้คุณควบคุมการใช้งานได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น รองรับ Apple Airplay 2 สามารถแชร์คอนเทนต์จากอุปกรณ์ในระบบ iOS สู่จอทีวีได้อย่างง่ายดาย เต็มอิ่มในทุกอรรถรสกับความบันเทิงด้วยพลังเสียง 20 วัตต์ พร้อมระบบเสียง 2.0 Ch

3. แอลอีดี ทีวี 85" HISENSE (4K, Smart) 85A7500F


แคมเปญสุดคุ้มลดราคาลงมาถึง 24% เหลือแค่เพียง 48,990 บาท แอลอีดีทีวีจาก HISENSE ที่มาพร้อมหน้าจอความละเอียดในระดับ ULTRA HD (3840x2160p) รับชมภาพเต็มตาด้วยหน้าจอไร้ขอบที่มีดีไซน์เรียบหรูเฉียบบาง ให้แสงสีขาวสว่างขึ้น และแสงสีดำเข้มขึ้น ตัดกันได้อย่างลงตัวชัดเจน ด้วยอัลกอริทึม Dynamic backlight control พร้อมแผง Smooth Motion Rate 120, MEMC ชดเชยการเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มความชัดเจนราบรื่นไม่สะดุด รองรับระบบ UHD (4k) streaming Netflix, YouTube, Prime Video, YouTube Kids และBrowser รองรับ HDR, HLG, HDR, HDR10 และรองรับระบบ Wi-Fi 2.4 GHz / 5 GHz , DLNA, Anyview (Screen mirroring) รองรับระบบเสียง Dolby Digital, DTS Studio sound และรองรับระบบดิจิตอล DVB-T2 ให้คุณเต็มอิ่มกับความบันเทิงได้ทั้งภาพและเสียง รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านระบบปฏิบัติการ VIDAA U3.0 OS เพื่อให้ท่านสามารถดูรายการออนไลน์ย้อนหลังได้ง่าย ๆ ผ่าน YouTube, Facebook, LINE TV ได้ทุกเมื่อ

4. แอลอีดีทีวี 75" SONY (4K, Smart, Google TV) KD-75X80J


สำหรับรุ่นนี้ก็ลดราคาลงมาเบา ๆ ที่ 15% เหลือเพียงแค่ 54,990 บาท กับคุณภาพที่เชื่อถือได้จาก Sony ให้ภาพคมชัดด้วยความละเอียดหน้าจอ 8 ล้านพิกเซล (3,840x2,160) 4K HDR บนความละเอียดระดับ 4K พร้อมด้วยชิปประมวลผล 4K HDR processor X1 และเทคโนโลยี Triluminos Pro ให้ภาพที่มีสีสันสมจริง ให้คุณเพลิดเพลินกับคุณภาพเสียงกับเทคโนโลยีลำโพง X-Balanced Speaker พร้อมรองรับระบบปฏิบัติการ Google TV และท่านยังสามารถส่งเนื้อหาบนSmartphoneได้ทั้งระบบ Android และ Apple ไปบนหน้าจอผ่าน Chromecast และ Apple Airplay รองรับระบบ Dolby Vision และ Dolby Atmos เพื่ออรรถรสในการรับชมแบบเต็มอิ่มสมจริงเสมือนมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวมาตั้งอยู่ที่บ้านของท่าน

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/TVA07

23
สภาพอากาศร้อน ๆ แทบจะตลอดทั้งปีอย่างนี้ การติดตั้งแอร์จึงเป็นตัวเลือกที่ช่วยบรรเทาความร้อนได้เป็นอย่างดีให้กับบ้านของคุณ ซึ่งการติดตั้งเครื่องปรับอากาศหรือแอร์นั้นนอกจากจะต้องดูขนาดของห้องและคุณสมบัติของแอร์แล้ว ราคา แอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กัน ในคราวนี้เราจึงรวบรวมเครื่องปรับอากาศที่จัดรายการปรับลดราคาลงมามากกว่า 30% มาฝากกันถึง 4 รุ่น

1. แอร์ผนัง LG IK13R 12000 บีทียู อินเวอร์เตอร์


แอร์ผนัง LG IK13R 12000 บีทียู อินเวอร์เตอร์ ลดราคามาให้ถึง 41% จากเดิม 26,490 บาท ลดเหลือเพียงแค่ 16,490 บาทเท่านั้น และถ้าซื้อออนไลน์ก็จะได้ลดเพิ่มอีก 900 บาท โดยรุ่นนี้ก็มาพร้อมกับระบบควบคุมการใช้พลังงานแบบดูอัล อินเวอร์เตอร์ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแผงคอยล์ร้อนทองแดง และเคลือบสารป้องกันสนิม มีหน้าจอ LED สำหรับแสดงสถานะการทำงาน มอบอากาศบริสุทธิ์ด้วยระบบย่อยสลายเชื้อโรคไอออน บวกลบ Plasmaster Ionizer รองรับการเชื่อมต่อ WiFi พร้อมควบคุมผ่านสมาร์ทโฟนบนแอปพลิเคชัน Smart ThinQ ทำงานเงียบ มีระบบทำความสะอาดอัตโนมัติ พร้อมสารทำความเย็น R32 ที่เป็นมิตรกับชั้นโอโซน

2. แอร์ผนัง SAMSUNG AR18TYHZCWKNST 18000 บีทียู อินเวอร์เตอร์


แอร์ผนัง SAMSUNG AR18TYHZCWKNST 18000 บีทียู อินเวอร์เตอร์ จัดโปรโมชั่นลดราคามาให้ถึง 38% จากปกติ 29,900 บาท ลดเหลือแค่เพียง 20,290 บาทเท่านั้น สั่งซื้อออนไลน์ได้ส่วนลดเพิ่มอีก 2,000 บาท มาพร้อมระบบ Digital Inverter Boost ช่วยประหยัดไฟ โหมด Good Sleep ช่วยควบคุมอุณหภูมิทำให้นอนหลับสบาย มีโหมด Auto Clean ทำความสะอาดเองอัตโนมัติ ช่วยป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อรา พร้อมด้วย Twin Tube Muffler ให้การทำงานที่เงียบ ไส้กรองต้านแบคทีเรียสามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ไม่ยาก มีระบบ Triple Protector Plus ที่ช่วยป้องกันความเสียหายจากไฟกระชากและความผันผวนของกระแสไฟฟ้าได้ดี ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้นด้วย ECO Mode และใช้สารทำความเย็น R32 Refrigerant เพิ่มประสิทธิภาพในการทำความเย็น ที่สำคัญเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

3. แอร์ผนัง ELECTROLUX ESV09CRT-A1 9103 บีทียู อินเวอร์เตอร์


แอร์ผนัง ELECTROLUX ESV09CRT-A1 9103 บีทียู อินเวอร์เตอร์ ลดราคามาให้มากถึง 36% จากราคาปกติจำหน่ายที่ราคา 22,990 บาท ลดเหลือเพียง 17,990 บาทเท่านั้น พิเศษสำหรับคุณๆที่ซื้อผ่านระบบออนไลน์ลดเพิ่มอีก 3,329 บาท ใช้สารเคลือบ GoldTech ตัวเครื่องทั้งภายในและนอก มีแผ่นกรอง Active Carbon ช่วยกำจัดกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมระบบ I Clean ล้างทำความสะอาดเครื่องอัตโนมัติ พร้อมบันทึกฟังก์ชั่นการใช้งานที่ชื่นชอบเพื่อความสะดวกสบายในการเรียกใช้ มีโหมด I-Feel ที่ให้ระดับความเย็นที่ต้องการติดตามคุณไปในทุกที่ พร้อมด้วยโหมด X – Fan ไล่ความชื้นอัตโนมัติหลังจากเครื่องหยุดทำงาน และมีระบบประหยัดพลังงาน Sleep Mode รวมไปถึงระบบตรวจสอบข้อผิดพลาดด้วยตัวเองอัตโนมัติ

4. แอร์ผนัง DAIKIN ATKC09TV2S 9200 บีทียู อินเวอร์เตอร์


แอร์ผนัง DAIKIN ATKC09TV2S 9200 บีทียู อินเวอร์เตอร์ ลดราคามาให้ถึง 31% จากเดิม 21,700 บาท  เหลือเพียง 18,300 บาทเท่านั้น ซื้อผ่านระบบออนไลน์ รับส่วนลดเพิ่ม 3,450 บาท มาพร้อมคุณสมบัติ Swing Inverter ที่ทำงานได้อย่างเงียบเชียบ ช่วยประหยัดพลังงานและป้องกันไฟกระชากด้วยแผงวงจรทนทานพิเศษที่สามารถทำงานได้แม้ไฟตก 150 โวลต์ มีระบบป้องกันกลิ่นอับ และเชื้อรา ยับยั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์ มอบอากาศบริสุทธิ์เย็นสบายให้กับห้องของคุณ

ชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP01

24
นอกเหนือจากเครื่องซักผ้าแล้วเชื่อเป็นอย่างยิ่งเลยว่าเครื่องอบผ้านั้นก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าคู่บ้านที่มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ใครที่กำลังสนอกสนใจเครื่องอบผ้า วันนี้เรามีรีวิวเครื่องอบผ้า electrolux เครื่องอบผ้า ราคาดี มาฝากทุกท่าน

1. เครื่องอบผ้า ELECTROLUX EDC804CEWA 8 กก. (29,990 บาท)


เครื่องอบผ้าที่คงความสวยของเสื้อผ้าให้เหมือนใหม่ได้อย่างยาวนานด้วยระบบ SensiCare พร้อมระบบอินเวอร์เตอร์เทคโนโลยี ลดการสั่นสะเทือน ทำงานเงียบ ประหยัดพลังงาน มีโปรแกรม Delicate Drying สำหรับอบแห้งผ้าเนื้อบางช่วยถนอมผ้า ระบบ Reverse Tumbling  ช่วยลดปัญหาเสื้อผ้าพันกัน ทำให้สามารถลดรอบยับได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับการตากแดดตากลมตามปกติ ติดตั้งง่ายด้วยระบบ Condensing ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโดยต่อท่อระบายอากาศ สามารถอบผ้าขนสัตว์ได้โดยไม่ทำลายเนื้อผ้าด้วยการรับรองจาก Woolmark ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างหลากหลายด้วยโปรแกรมอบที่มีมาให้มากถึง 13 โปรแกรม

2. เครื่องอบผ้า ELECTROLUX EDH803BEWA 8 กก. (39,990 บาท)


เครื่องอบผ้าที่มาพร้อมกับระบบประหยัดพลังงาน Heat Pump System อบแห้งอย่างถนอมผ้า เพื่อให้ผ้าดูใหม่ได้อย่างยาวนาน ทำงานด้วยระบบอินเวอร์เตอร์เทคโนโลยี ให้การอบผ้าที่เงียบและยังช่วยประหยัดพลังงาน ติดตั้งง่ายด้วยระบบ Condensing ไม่จำเป็นต้องต่อท่อระบายอากาศ มีระบบ Reverse Tumbling ที่ช่วยลดปัญหาเสื้อผ้าพันกัน สามารถลดรอยยับได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับการตากลม และช่วยให้ผ้าซีดจางลดลงถึง 80% สามารถอบผ้าขนสัตว์โดยไม่ทำลายเนื้อผ้า ลดการจับตัวเป็นก้อน ใช้งานง่ายได้หลายรูปแบบด้วยโปรแกรมอบมากถึง 13 โปรแกรม พร้อมตั้งโปรแกรมที่ใช้งานเป็นประจำเพื่อความสะดวก ยิ่งไปกว่านี้ก็ยังมีตะกร้าอบผ้าขนสัตว์หรือรองเท้ากีฬาที่ทำขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยไม่ต้องผ่านการอบ ทำให้ไม่เสียทรงหรือทำลายเนื้อผ้า และ DelicateCare System ที่ป้องกันไม่ให้ผ้าหดหรือเสียทรงพร้อมรักษาคุณภาพของเนื้อผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เครื่องอบผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EDS854J3WB 8.5 Kg.+ขาตั้ง (17,490 บาท)


เครื่องอบผ้าราคาเบา ๆ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีอบลมร้อนและความจุในการอบผ้าที่มากถึง 8.5 กิโลกรัม มีระบบตรวจวัดความชื้นผ้าเพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าแห้งจนเกินไปหรือแห้งไม่สนิท พร้อมด้วยเทคโนโลยีอบผ้าแบบหมุนสลับไปมาช่วยถนอมเนื้อผ้า ไม่ทำให้ผ้าเสียทรง ช่วยลดรอยยับทำให้รีดได้ง่ายขึ้น ป้องกันเสื้อผ้าพันกันในขณะอบ ใช้งานได้อย่างหลากหลายด้วยโปรแกรมอัตโนมัติที่มีมาให้มากถึง 12 โปรแกรม พร้อมด้วยโปรแกรมกำจัดเชื้อโรค (Hygienic Care)

4. เครื่องอบผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EDH903BEWA 9 kg. (45,990 บาท)


เครื่องอบผ้าที่มาพร้อมกับระบบ DelicateCare System ทำให้ผ้าไม่หดหรือไม่เสียทรง ช่วยรักษาคุณภาพของเนื้อผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อบแห้งอย่างถนอมผ้าด้วย Heat Pump System พร้อมอินเวอร์เตอร์เทคโนโลยี ลดการสั่นสะเทือน เพื่อการอบผ้าที่เงียบ และประหยัดพลังงานยิ่งขึ้น มีตะกร้าอบผ้าที่ทำขึ้นมาเฉพาะ สำหรับใช้กับผ้าขนสัตว์หรือรองเท้ากีฬา และของเล่นนุ่ม ๆ เพื่อช่วยให้ไม่เสียทรงหรือทำลายเนื้อผ้า ระบบ Reverse Tumbling ช่วยลดลดปัญหาเสื้อผ้าพันกัน จึงช่วยลดรอยยับได้ถึง 32% เมื่อเทียบกับการตากผ้าแบบปกติ ติดตั้งง่ายด้วยระบบ Condensing ไม่จำเป็นต้องติดตั้งโดยต่อท่อระบายอากาศ สามารถอบผ้าขนสัตว์ได้ไม่ทำลายเนื้อผ้า ลดการจับตัวเป็นก้อน พร้อมโปรแกรมการอบที่มีให้เลือกถึง 13 โปรแกรม และรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลรักษาผ้าได้ทุกเมื่อ

สั่งซื้อสินค้าได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP1302

25
หลายท่านเลือกที่จะใช้เครื่องซักผ้าฝาหน้าทั้งนี้เพราะนอกจากจะมีดีไซน์ที่สวยงามแล้วก็ยังมาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายมากกว่า คราวนี้เราจึงมี 4 เครื่องซักผ้าฝาหน้าลดราคาที่จัดมาทั้งเครื่องซักผ้าฝาหน้า electrolux และ เครื่องซักผ้าฝาหน้า lg บอกเลยว่าคุ้มค่ากว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

1. เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG FV1409S3V 9 กก. 1400RPM อินเวอร์เตอร์ (24,900 บาท)


  เครื่องซักผ้าขนาด 9 กิโลกรัม ออกแบบตัวเครื่องให้มีดีไซน์สวยงามและเพิ่มความทนทาน ด้วยประตูเครื่องเป็นกระจกนิรภัยพร้อมถังซักสแตนเลสทั้งถัง มีระบบถนอมผ้าอัจฉริยะ AI DD ที่ทำการตรวจสอบชนิดของเนื้อผ้าแล้วเลือกการหมุนของถังซักให้พอเหมาะกับผ้ามากที่สุด ซักผ้าสะอาดยิ่งขึ้นด้วย 6 Motion DD ถังซักหมุน 6 ทิศทางที่มีให้เฉพาะ LG ซักสะอาด ถนอมผ้าได้มากกว่า ระบบ SteamTM ซักสะอาดล้ำลึกยิ่งขึ้น และช่วยขจัดสารก่อภูมิแพ้ออกจากเสื้อผ้า สามารถตรวจสอบปัญหาเครื่องเบื้องต้นได้ง่าย ๆ ด้วยระบบ Smart diagnosis และรองรับ Smart ThinQ ให้คุณสามารถควบคุมสั่งงานเครื่องซักผ้าอย่างง่ายดายผ่านสมาร์ทโฟนได้ตามต้องการ

2. เครื่องซักผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EWF8024BDWA 8 กก. อินเวอร์เตอร์ +ขาตั้ง (15,990 บาท)


ตอบโจทย์ทุกการซักผ้าด้วยระบบ Eco Inverter ที่เพิ่มประสิทธิภาพการซักและประหยัดพลังงานสูงกว่า Inverter ทั่วไป พร้อมระบบ Vapour Action ช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้และให้ผ้านุ่มฟูลดรอยยับ และคืนความสดใสให้เสื้อตัวโปรด รีดง่ายไม่ยับ ซักผ้าสะอาดยิ่งขึ้นด้วย Time Manager ที่จะช่วยปรับระยะเวลาการซักตามความสกปรกของผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการซักผ้าขนสัตว์ได้อย่างปลอดภัย รับรองโดยสถาบัน Woolmark ซักผ้ารวดเร็วทันใจด้วยโหมด Quick Wash ซักเร็วภายใน 15 นาที

3. เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG FV1409S2B 9 กก. 1400RPM อินเวอร์เตอร์ (26,300 บาท)


เครื่องซักผ้าขนาด 9 Kg. ออกแบบตัวเครื่องให้มีดีไซน์สวยงามและเพิ่มความทนทานด้วยประตูเครื่องเป็นกระจกนิรภัย พร้อมถังซักสเตนเลสทั้งถัง มาพร้อมเทคโนโลยี AI DD ระบบถนอมเนื้อผ้าอัจฉริยะ ซักผ้าสะอาดยิ่งขึ้นด้วย 6 Motion DD ถังซักหมุน 6 ทิศทางที่มีเฉพาะ LG ช่วยให้คุณประหยัดเวลามากยิ่งขึ้นด้วย TurboWashTM 360 ที่สามารถซักผ้าสะอาดล้ำลึกภายในเวลาเพียงแค่ 39 นาที โดยยังคงประสิทธิความสะอาดเท่าเดิมด้วยเทคโนโลยีสเปรย์น้ำ 4 ทิศทาง ซักสะอาดล้ำลึกยิ่งขึ้นกับระบบ SteamTM ช่วยขจัดสารก่อภูมิแพ้ออกจากเสื้อผ้า ให้คุณสามารถตรวจสอบปัญหาเครื่องได้ง่าย ๆ ด้วยโหมด Smart Diagnosis พร้อมควบคุมการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนด้วย Smart ThinQ ได้ตามที่คุณต้องการ

4. เครื่องซักผ้าฝาหน้า ELECTROLUX EWF1141SESA 11 kg.อินเวอร์เตอร์ +ขาตั้ง (31,990 บาท)


เครื่องซักผ้า Eco Inverter ที่มอบประสิทธิภาพการซักและประหยัดพลังงานสูงกว่าอินเวอร์เตอร์ทั่วไป มาพร้อมกับระบบ Autodose ช่วยปล่อยน้ำยาซักผ้า และน้ำยาปรับผ้านุ่มโดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับปริมาณผ้า พร้อมเทคโนโลยี UltraMix ประหยัดพลังงาน ประหยัดเวลาซัก และถนอมสีผ้า และ Vapour Action ช่วยให้ผ้านุ่มฟู ช่วยกำจัดสารก่อภูมิแพ้ ทำให้ผ้ายับน้อยช่วยให้รีดง่ายยิ่งขึ้น ตอบสนองทุกการซักผ้าด้วยโปรแกรมซักที่มีมาให้ถึง 15 โปรแกรม พร้อมรอบปั่นหมาดสูงสุด 1400 รอบ/นาที รองรับการซักผ้าขนสัตว์โดย Woolmark และมอบความสะดวกสบายในการซักผ้ามากขึ้นด้วยการควบคุมการทำงานผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนช่วยให้คุณซักผ้าได้ตามที่คุณต้องการ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP130301

26
หากท่านใดกำลังหาเครื่องซักผ้าที่มีความทนทานใช้งานได้ดี วันนี้เรามีเครื่องซักผ้า lg จัดรายการลดราคา พร้อมราคา เครื่องซักผ้า ที่รับรองได้ว่าคัดมาฝากกันเน้น ๆ ทั้ง 4 รุ่นอย่างแน่นอน

1. เครื่องซักผ้าฝาบน LG TH2723SSAV 23 กก. อินเวอร์เตอร์ (25,900 บาท)


ยกระดับการซักผ้าอย่างเหนือชั้นด้วยระบบ TurboWash 3DTM ผสานเทคโนโลยีการซักผ้าเพื่อความสะอาดล้ำลึก ลดระยะเวลาในการซัก และประหยัดพลังงาน พร้อมด้วยระบบ Inverter Direct Drive มอเตอร์ต่อตรง ที่ให้แรงสั่นสะเทือนน้อย เสียงเงียบ แข็งแรงทนทาน ซักสะอาดยิ่งกว่าด้วย ระบบการซัก 6 Motion Hand Wash ถังซักเคลื่อนที่ 6 ทิศทาง สะอาดเหมือนซักมือ พร้อม Heater ในตัว ที่มีโปรแกรม Allergy Care ซักผ้าด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศา ขจัดสารก่อภูมิแพ้และคราบสกปรกฝังลึกบนเนื้อผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการสั่งงานผ่านแอปพลิเคชัน LG ThinQ

2. เครื่องซักผ้าฝาหน้า LG FV1409S4W 9 kg. 1400RPM อินเวอร์เตอร์ (20,290 บาท)


ให้การซักผ้าของคุณ ๆเป็นไปอย่างเหนือระดับกับเครื่องซักผ้าฝาหน้าที่มาพร้อมระบบถังซัก 6 Motion Direct Drive ถังซักหมุน 6 ทิศทาง ซักสะอาด ถนอมเนื้อผ้ามากกว่าเครื่องซักผ้าทั่วไป พร้อมด้วยเทคโนโลยี AI DD ระบบถนอมเนื้อผ้าอัจฉริยะ ที่สามารถตรวจสอบชนิดของผ้าที่ทำการซักเพื่อปรับการหมุนของถังซักให้เหมาะกับเนื้อผ้าให้ได้มากที่สุด มีฟังก์ชั่น SteamTM ที่ช่วยให้ซักสะอาดล้ำลึกยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านี้ก็ยังสามารถใช้งานร่วมกับ เครื่องซักผ้า TWINWash Mini ที่จะช่วยให้คุณแยกซักผ้าได้พร้อมกันสองถังในเวลาเดียวกัน ประหยัดเวลาไปได้เยอะ รองรับการสั่งงานเครื่องซักผ้าได้จากทุกที่ทุกเวลา ผ่านแอปพลิเคชัน Smart ThinQ

3. เครื่องซักผ้าฝาบน LG TH2519SSAK 19 กิโลกรัม อินเวอร์เตอร์ (21,990 บาท)


ให้การซักผ้าของคุณเป็นเรื่องง่าย ๆ ด้วยระบบ TurboDrum3D ที่ก่อให้เกิดกระแสน้ำวนอันทรงพลังช่วยขยี้ผ้าอย่างมีประสิทธิภาพราวกับซักเองด้วยมือ ถังซักเป็นสแตนเลสทั้งหมดช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเทคโนโลยีการซักแบบสเปรย์น้ำ (Turbo Short) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการล้างผงซักฟอกและประหยัดน้ำได้ดียิ่งขึ้น มีโปรแกรม SteamTM ซักผ้าด้วยน้ำร้อนช่วยเพิ่มการขจัดคราบและสารก่อภูมิแพ้ตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยย่นระยะเวลาการซักผ้าด้วย WaveForce + JetSpray ที่ทำให้ท่านสามารถซักผ้าเสร็จเร็วขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 40 นาที พร้อม Smart ThinQTM ควบคุมการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ตามต้องการ

4. เครื่องซักผ้าฝาบน LG TH2518SSAV 18 กิโลกรัม อินเวอร์เตอร์ (20,990 บาท)


เครื่องซักผ้าขนาดกำลังดีที่มาพร้อมถังซักและตัวกรองที่ทำจากสแตนเลส ซักผ้าได้สะอาดและรวดเร็วด้วยฟังก์ชั่น TurboWash3DTM ซ้อมด้วยมอเตอร์แบบ Inverter Direct Drive ที่มี เทคโนโลยี 6 Motion Direct Drive ออกแบบการหมุนของถังซักไปในหลายทิศทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซักที่สะอาดยิ่งขึ้น โปรแกรม SteamTM ซักผ้าด้วยน้ำร้อนช่วยเพิ่มการขจัดคราบและสารก่อภูมิแพ้ ช่วยให้คุณซักผ้าได้อย่างรวดเร็วด้วย WaveForce + JetSpray ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการซักและช่วยให้เสื้อผ้าของคุณซักเสร็จอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึง 40 นาที พร้อมระบบ Auto Tub Clean ทำความสะอาดถังซักอัตโนมัติ สะดวกสบายด้วย Smart ThinQTM ที่ให้ท่านสามารถควบคุมการทำงานเครื่องซักผ้าผ่านสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย

ชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่
Official Website : https://www.homepro.co.th/c/APP1303

27
การเลือกซื้อเลือกหาตู้เย็นสำหรับใช้งานในครอบครัวนั้นบอกได้เลยว่าควรเลือกตู้เย็น 2 ประตูจะดีกว่า เนื่องมาจากรองรับการเก็บแช่วัตถุดิบของกินต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายและมีพื้นที่ใช้สอยที่มากกว่าตู้เย็นแบบประตูเดียว ว่าแล้วเราก็มาดูรีวิวตู้เย็น 2 ประตูยี่ห้อไหนดีพร้อมทั้งราคาตู้เย็น 2 ประตู ว่ามีรุ่นไหนที่น่าสนใจและตอบสนองการใช้งานที่มากกว่ากันบ้าง

1. ตู้เย็น 2 ประตู PANASONIC NR-BX421BPST (16,290 บาท)


ตู้เย็น 2 ประตู ขนาด 13.5 คิว รุ่นประตูเหล็กกล้าสีเงินมันวาว มาพร้อมช่องแช่แข็งที่อยู่ด้านล่างเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานพร้อมการแช่แข็งแบบ Soft Freezing ที่อุณหภูมิ -3ºC ในช่อง Prime Fresh ช่วยรักษาความสดใหม่และคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่เราแช่เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน สามารถนำไปปรุงได้โดยไม่ต้องละลายน้ำแข็งก่อน มีเทคโนโลยี Ag Clean ช่วยยับยั้งแบคทีเรียและระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ในตู้เย็น พร้อมรักษาความชุ่มชื้นสำหรับการเก็บผักผลไม้ได้ถึง 90% และประหยัดพลังงานได้มากกว่าด้วยระบบอินเวอร์เตอร์พร้อมทั้งเซ็นเซอร์ ECONAVI อัจฉริยะ 3 ชนิด

2. ตู้เย็น 2 ประตู HITACHI R-V510PD 18.4 คิว สเตนเลส อินเวอร์เตอร์ (24,990 บาท)


ตู้เย็น 2 ประตูรูปทรงทันสมัยเรียบหรู มาพร้อมกับการออกแบบที่สวยงามขนาด 18.4 คิว เพิ่มความแข็งแรงทนทานด้วยชั้นวางกระจกแก้วนิรภัย ส่งความเย็นได้ทั่วถึงด้วยระบบทำความเย็นแบบพัดลมคู่ New Dual Fan Cooling พร้อมเทคโนโลยีระบบ Inverter ทำให้สามารถทำงานได้อย่างสม่ำเสมอและไร้เสียงรบกวน ประหยัดพลังงานยิ่งกว่าด้วยระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ที่คอยตรวจจับอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำ พร้อมช่องแช่แข็งอเนกประสงค์สามารถปรับอุณหภูมิได้ถึง 2 โหมด ตอบโจทย์ได้ทุกการใช้งาน

3. ตู้เย็น 2 ประตู PANASONIC NR-BV280QKTH 9 คิว สีดำ (14,080 บาท)


ตู้เย็นที่มาพร้อมขนาดจัดเก็บกำลังดีและดีไซน์ที่หรูหราสวยงามทันสมัย มาพร้อมช่องแช่แข็ง Prime Fresh ที่สามารถเก็บรักษาอาหารให้สดใหม่ด้วยการแช่แข็งแบบอ่อนที่อุณหภูมิ -3 องศาเซลเซียส สามารถประกอบอาหารได้โดยที่ไม่ต้องละลายน้ำแข็ง พร้อมประสิทธิภาพป้องกันช่วยยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียได้ถึง 99.9% ด้วยเทคโนโลยี Ag Clean ช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์  ระบบกระจายความเย็น Surround Cooling Airflow คงความสดใหม่ของอาหารได้ยาวนาน ช่องเก็บผักผลไม้ที่สามารถคงความสดใหม่ของผักผลไม้ได้หลายวัน พร้อมประหยัดพลังงานด้วยระบบอินเวอร์เตอร์

4. ตู้เย็น 2 ประตู ELECTROLUX ETB3740K-A 12 คิว สีเงิน (16,790 บาท)


ตู้เย็น 2 ประตูที่มีพื้นที่จัดเก็บหลากหลายพร้อมช่องแช่แข็งด้านบน TasteSeal ช่องเก็บความเย็น -2 องศาเซลเซียส พร้อมถาดเสตนเลสเร่งความเย็น และสามารถปรับเปลี่ยนชั้นวางช่องแช่เย็นเพื่อความสะดวกต่อการจัดเก็บที่หลากหลาย ส่งผ่านความเย็นได้อย่างทั่วถึงด้วยระบบทำความเย็นแบบ 360 Cooling เทคโนโลยีกระจายความเย็น รอบทิศทาง พิเศษด้วยช่องกดน้ำดื่มหน้าตู้เย็นแบบเติมน้ำเข้าแทงค์ความจุ 4 ลิตร ช่วยให้ท่านไม่ต้องเปิดปิดตู้เย็นบ่อยเมื่อต้องการดื่มน้ำ และมีระบบกำจัดกลิ่น Taste Guard กำจัดแบคทีเรียได้ถึง 99.8% ปราศจากกลิ่นไม่พึงประสงค์

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
เว็บไซต์ : https://www.homepro.co.th/c/APP0905

28
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตู้เย็นนั้นเป็นไอเทมคู่บ้านคู่ครัวที่ขาดไปไม่ได้ เพราะว่านอกจากจะเอาไว้สำหรับแช่เครื่องดื่มต่าง ๆ ให้เย็น ๆ ชื่นใจแล้วก็ยังเป็นตัวช่วยสำหรับการกักตุนวัตถุดิบสำหรับอาหารให้สามารถอยู่ได้นาน ๆ เหมาะกับยุคที่ต้องหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านเป็นอย่างดีเลยทีเดียว ครั้งนี้เราจึงมีรีวิวตู้เย็นยี่ห้อไหนดี

พร้อมราคาตู้เย็นมาฝากกัน

1. ตู้เย็น 2 ประตู LG GN-B372SWCL.AWBPLMT 11 คิว สีดำ SMART INVERTER (11,990 บาท)


ตู้เย็น 2 ประตู ขนาด 11 คิว ดีไซน์สวยคลาสสิคสีดำสนิท ที่มาพร้อมระบบ Smart Inverter Compressor ตัวช่วยประหยัดพลังงาน ทำงานเสียงเงียบ กระจายลมเย็นได้หลายทิศทาง ออกแบบชั้นวางของให้สามารถดึงออกมาใช้งานได้ง่ายจึงช่วยให้คุณสามารถหยิบอาหารที่แช่อยู่ด้านในได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมด้วยช่องแช่ผักขนาดใหญ่ที่คงความสดของผักผลไม้ได้อย่างยาวนาน ตอบสนองการวางของได้ยิ่งขึ้นด้วยชั้นวางบริเวณประตูที่ปรับระดับความสูงได้ตามต้องการ พร้อมระบบส่องสว่างภายใน LED ที่ให้ความสว่างมากกว่าหลอดไฟทั่วไปถึง 2.5 เท่า

2. ตู้เย็น MULTI-DOORS HITACHI RWB640VF GMG 19.8คิว กระจกเทา อินเวอร์เตอร์ (47,900 บาท)


แช่ของได้จุใจด้วยตู้เย็นขนาดใหญ่ถึง 19.8 คิว ที่มาพร้อมกับสุดยอดระบบทำความเย็นแบบพัดลมคู่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความเย็นสูงสุดไม่ว่าจะเป็นช่องแช่แข็งและช่องแช่เย็น พร้อมด้วยระบบการทำความเย็นอัจฉริยะแบบแยกส่วนอิสระ 2 โซน ช่วยลดปัญหากลิ่นปะปนในตู้เย็น ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายยิ่งขึ้นด้วยการออกแบบให้สามารถจัดเก็บอาหารได้หลายชั้นพร้อมช่องต่าง ๆ ที่สามารถปรับขนาดได้ตามความต้องการของทุกคนในครอบครัว

3. ตู้เย็น 2 ประตู SAMSUNG RT32K5534UT/ST 11.4 คิว สีม่วง (11,490 บาท)  


เพิ่มความหรูหราด้วยตู้เย็นสีม่วงสุดหรูจาก Samsung ที่มาพร้อมระบบ Twin Cooling System ทำความเย็นแยกอิสระทั้งบนและล่าง สร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการแช่วัตถุดิบในแต่ละส่วนเพื่อคงความชุ่มชื้นสดใหม่ สามารถปรับการใช้งานได้ตามความต้องการด้วยระบบปรับความเย็นอัจฉริยะ 5 Smart Conversion Mode พร้อมด้วย Digital Inverter Compressor ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ช่วยประหยัดไฟ และลดปัญหากลิ่นภายในช่องแช่ด้วย Deodorizing Filter

4. ตู้เย็น 2 ประตู TOSHIBA GR-AG58KA(GG) 19.9 คิว อินเวอร์เตอร์ (28,490 บาท)


ตู้เย็น 2 ประตูขนาดใหญ่ดีไซน์หรูที่มาพร้อมกับ Inverter Compressor ประหยัดพลังงานมากขึ้น แต่ใส่ของได้อย่างจุใจไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องกลิ่นด้วย ระบบกำจัดกลิ่น Bio Deodorizer พร้อม Ag Ion สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในตู้เย็น ประหยัดไฟยิ่งกว่าด้วยโหมด Eco ในเวลาที่ไม่อยู่ในบ้านหรือใช้งานน้อย พร้อมด้วยช่องแช่ผักผลและไม้ขนาดใหญ่และประตูตู้เย็นที่สามารถปรับระดับเพื่อรองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย

เยี่ยมชมเว็บไซต์ได้ที่
Website : https://www.homepro.co.th/c/APP09

29


ระบบแลกบัตร มีประโยชน์อย่างไร
Visitor Management System (VMS) คือเครื่องแลกบัตรเข้าออกของหน่วยงาน ของผู้มาติดต่อ(visitor) เป็นเครื่องแลกบัตรที่ทันสมัย ลดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล ประหยัดเวลาในการแลกบัตรเข้า-ออก ผู้มาติดต่อ สามารถเก็บข้อมูลผู้มาติดต่อได้อย่างละเอียด รองรับการเข้า-ออก หลายประตู เชื่อมกับกล้องวงจรปิดเพื่อถ่ายภาพทะเบียนรถได้

CIT Visitor ใช้งานง่าย แค่เสียบปลั๊กก็ใช้งานได้ทันที ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ เป็นเจ้าหน้าที่ รปภ. หากไม่เก่งด้านIT หรือคอมพิวเตอร์ ก็สามารถใช้ได้

CIT Visitor ไม่ต้องมีwindows ไม่มี virus หรือปัญหา ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับใช้งานในป้อม รปภ.ได้จริง ทนร้อน ทนความชื้น หากเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ CIT Visitor มีแบตสำรองไฟ นาน 4-8ชม.

Visitor Management System (VMS) มี4รุ่น ได้แก่

✔️ รุ่น Lite เป็น Visitor Management System ที่เหมาะสำหรับหมู่บ้าน หรือบริษัท ที่ไม่ต้องการความซับซ้อน เก็บข้อมูลที่จำเป็นได้ครบถ้วน

✔️ รุ่น Pro เป็น Visitor Management System ที่เหมาะสำหรับคอนโดมีเนียม หอพัก สถานที่ที่มีลานจอดรถ

✔️ รุ่น Factory เป็น Visitor Management System ที่เหมาะสำหรับโรงงาน บริษัทที่มีหลายแผนก อาคารสำนักงาน

✔️ รุ่น mobile เป็น Visitor Management System แบบพกพา ที่เหมาะสำหรับโรงงาน โกดังสินค้า หรือสถานที่ที่ไม่มีป้อมยาม ต้องเดินไปบริการแลกบัตรผู้มาติดต่อที่รถ

CIT Visitor ใช้งานง่าย เรียกดูข้อมูลย้อนหลัง โดยแสดงประวัติการเข้า-ออก และคำนวณเวลาที่ Visitor อยู่ในพื้นที่ พร้อมแสดงภาพบัตร ภาพใบหน้า หรือพาหนะที่เคยถ่ายไว้

บริษัท ครีเอทีฟ อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด ผู้นำด้านไม้กั้นรถยนต์ และระบบลานจอดรถ  มีบริการให้ท่านเลือกบริหารจัดการระบบลานจอดรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ สินค้าทุกชิ้นจากเรา ผลิตขึ้นโดยมุ่งเน้นคุณภาพเป็นหลัก ติดตั้งง่าย ใช้งานคงทน นอกจากนี้เรายังมีทีมงานมืออาชีพ ที่จะให้คำแนะนำพร้อมบริการท่านอย่างเต็มรูปแบบ ลูกค้าชั้นนำมากมายต่างไว้วางใจเลือกใช้บริการจากเรา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
Tel : 02-402-9898
Line : @cit.barrier
Website : https://www.ไม้แขนกั้นรถ.com/ระบบแลกบัตรผู้มาติดต่อ/

#ไม้กั้นรถยนต์ #ระบบแลกบัตร #ไม้แขนกั้นรถ

30
การจะจ่ายเงินก้อนนึงเพื่อซื้อ รถมือสอง ซักคัน ความคุ้มค่าจึงเป็นสิ่งสำคัญ แค่เห็นแล้วถูกใจด้วยตาเปล่าคงไม่ได้ อาจไม่ใช่วิสัยทัศของคนทั่วไปของคนซื้อรถ

Jobusedcar จึงเล็งเห็นความสำคัญ วันนี้เลยจะมาแนะนำการเลือกซื้อ รถมือสอง ให้คุ้มค่าและตอบโจทย์ในการซื้อรถมือสอง จะตัดสินใจซื้อยังไงให้ไม่เสียใจในภายหลัง

เคล็ดลับหลักๆในการเลือกซื้อ รถมือสอง
1. ต้องมีข้อมูลแน่น ทั้งตัวผู้ซื้อและตัวรถ
สำหรับข้อแรกที่ท่านต้องคำนึงในการเลือกซื้อ รถมือสอง นั่นคือเรื่องของ “ข้อมูล” ตั้งแต่ข้อมูลในการใช้งาน สำหรับท่านที่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อรถมือสองรุ่นไหน ประเภทใด ใช้รถมือสองในลักษณะไหน ใช้งานโดยสารขับขี่คนเดียวหรือไปทีไปทั้งครอบครัว ไปจนถึงงบประมาณในการซื้อรถมือสองมีเท่าไหร่ ผ่อนไหวเท่าไหร่ต่องวด ซึ่งเมื่อข้อมูลในส่วนนี้คุณกระจ่างชัดเจน ก็จะช่วยให้คุณสามารถ เลือกรถมือสองได้ง่ายขึ้น 

แต่ถ้าเป็นในกรณีที่ท่านมีรถมือสองในใจที่จะซื้ออยู่แล้ว การรู้ถึงข้อมูลรายละเอียดรถรุ่นนั้นๆ ก็จะส่งผลดีให้ท่านได้ตัดสินใจซื้อรถมือสองที่ท่านเล็งไว้ได้ง่ายขึ้น หรือบางทีท่านอาจได้เจอรถมือสองคนใหม่ที่ถูกใจกว่าเดิม

2.ถ้าเน้นใช้งานเป็นหลัก ควรเลือกรถมือสองที่ปีไม่เก่ามาก
ถ้าท่านบังเอิญชอบรถเก่าๆ ชอบรถวินเทจ แต่ท่านต้องใช้งานรถหนัก อย่าเลือกซื้อรถที่ปีสูงๆ อายุรถมากเกินไป เพราะมันอาจทำให้ท่านต้องขับไปอู่มากกว่าขับใช้งาน ยิ่งถ้าดูแลไม่ถึงเจออู่ซ่อมไม่จบ นั่นอาจยิ่งทำให้การซื้อรถมือสองคันนั้นๆ ของท่านเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งเลยก็เป็นได้

3.ถ้าเน้นใช้งาน เลือกซื้อรถเดิมๆ ดีที่สุด
หากรถที่แต่งมาแล้ว หรือดัดแปลงส่วนใด ไม่ควรซื้อรถที่ตกแต่งภายในเครื่อง แต่สามารถเลือกซื้อที่ตกแต่งภายนอกเช่น ล้อแม็กซ์ หรืออะไรเล็กน้อย ไม่เป๋นไร

4. รายละเอียดของรุ่นมีผลต่อราคา
ราคาขายรถมือสอง ไม่ใช่แค่เรื่องปัจจัยที่ว่าผู้ขายจะตั้งไว้ตามต้องการเท่านั้น เพราะทั้งเรื่องของรุ่นย่อย (Submodel) ที่หลากหลายนำไปสู่ฟังก์ชั่นฟีเจอร์การใช้งานที่แตกต่าง และยังส่งผลให้ราคารถมือสองของรุ่นนั้นๆ ผันแปรไปตาม ก็มีส่วนด้วยเช่นกัน

นี่คือพื้นฐานที่ท่านควรรู้ในการตัดสินใจซื้อ รถมือสอง ที่คุ้มค่าที่สุด ขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ การ ตรวจสภาพรถมือสอง ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ทักษะความชำนาญจากช่างที่มีความรู้ เพื่อที่ท่านจะได้รถคุ้มค่าคุ้มราคาสุด jobusedcar กล้าการันตีให้ราคาสูงกว่าเต้นท์ รับเงินก้อนทันทีเพื่อเปลี่ยนเป็นรถในฝัน ได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยในการเทียบราคา กับประสบการณ์งานขายมากกว่า10ปี

รับซื้อรถยนต์มือสอง ศูนย์รับซื้อรถมือสอง รับซื้อรถมือสอง รับซื้อรถบ้าน รับซื้อรถติดไฟแนนซ์ ให้ราคาสูง
ต้องการขายรถยนต์มือสอง
โทร. 063 562 2999
Line : jobusedcar
Website : https://jobusedcar.com/


หน้า: [1] 2 3 ... 104