ทำความรู้จักอาการโคลิคในทารก มีผลเสียหรือไม่ ควรแก้ไขอย่างไร

  • 0 ตอบ
  • 63 อ่าน
*

unyana

  • *
  • 449
    • ดูรายละเอียด
คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ต้องพบเจอกับภาวะที่ลูกร้องไม่หยุดจากลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุ อาการโคลิค ซึ่งเป็นอาการที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และเมื่อลูกน้อยร้องบ่อย ๆ ก็อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงว่าจะเกิดผลเสียใด ๆ กับลูกหรือไม่ วันนี้เรามาทำความเข้ากับอาการโคลิคให้มากขึ้นกันดีกว่า

โคลิค มีผลเสียต่อลูกน้อยหรือไม่
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่าสาเหตุที่แน่ชัดของอาการโคลิค หรือลูกร้องไม่หยุดเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยอาจจะเกิดจาก ระบบย่อยอาหารยังทำงานได้ไม่เต็มที่,มีอาการแพ้อาหาร เช่น นมวัว,ขาดสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้,การได้รับอาหารมากหรือน้อยเกินไป รวมไปถึงความเครียดของลูกน้อยและความเครียดภายในครอบครัว
นักวิจัยเชื่อว่าโคลิคไม่มีผลเสียต่อลูกน้อยในระยะยาว แต่ในระยะสั้นจะส่งผลเสียต่อคุณพ่อคุณแม่ในด้านของความเครียดและความวิตกกังวล หลายคนอาจโทษตนเองว่าดูแลลูกได้ไม่ดีจนทำให้ ทารกร้องไห้ หากคุณพ่อคุณแม่มีอาการเครียดที่ต้องรับมือกับอาการโคลิคแนะนำให้พบแพทย์เพื่อได้รับคำแนะนำนะ
7 วิธีแก้ไขอย่างไรเมื่อลูกน้อยร้องไห้ไม่หยุด
เมื่อลูกน้อยมี อาการโคลิค สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ก็คือ
1.   ทำความเข้าใจว่าอาการนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับเด็กทารก ดังนั้นจึงต้องรับมือกับทุกอย่างด้วยความใจเย็น อย่าเครียด หรือโทษตัวเอง
2.   พยายามดูแลให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวมากที่สุด ตรวจดูว่าผ้าอ้อมเปียกหรือชื้นหรือไม่ ถ้ามีให้รีบเปลี่ยนและดูแลเนื้อตัวให้แห้งสะอาด ลูกน้อยจะรู้สึกสบาย
3.   อาบน้ำอุ่นจะช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น
4.   ใช้ผ้าห่มนุ่ม ๆ อุ่น ๆ ห่อตัวลูกน้อย จากนั้นจึงโยกไปมาเบา ๆ หรือพาเดินไปมา
5.   ขยับขาลูกยืดขึ้นลงให้เข่าแตะตรงบริเวณกลางลำตัว ช่วยไล่ลมออกจากท้องได้
6.   นวดตัวลูกโดยใช้ฝ่ามือแตะที่บริเวณสะดือแล้ววนเป็นรูปก้นหอยออกไปทางด้านล่างหรือด้านข้างของลำตัว จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกสงบและผ่อนคลาย
7.   จัดสภาพแวดล้อมให้สงบ เปิดเพลงเบาๆ สบายๆ หรือหรี่ไฟให้ไม่สว่างเกินไป หากอยู่ข้างนอกแนะนำให้หาพื้นที่ที่สงบที่สุด
แม้ว่าโคลิกจะสามารถหายไปได้เองแต่ในช่วงที่ลูกน้อยมีอาการดังกล่าวนั้นจะก่อให้เกิดความเครียดให้แก่ตัวคุณพ่อคุณแม่ได้มากเพราะ เด็กร้องไห้ ไม่หยุด อาการโคลิคนี้สามารถหายไปได้เองเมื่ออายุได้ 4 – 6 เดือน หากพ่อแม่ไม่แน่ใจว่าควรรับมืออย่างไรแนะนำให้พบแพทย์โดยทันที