หุ้นกู้ KIKOคืออะไร และแตกต่างจากหุ้นสามัญอย่างไร

  • 0 ตอบ
  • 157 อ่าน
*

unyana

  • *
  • 1379
    • ดูรายละเอียด
หุ้นกู้ KIKOคืออะไร และแตกต่างจากหุ้นสามัญอย่างไร
หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินคำว่าลงทุน ในหุ้นกู้มาก่อนหน้านี้แล้วซึ่งหุ้นกู้แปลว่าตั๋วสัญญาที่ใช้เงินระยะยาวประเภทหนึ่งที่ออกโดยผู้กู้ระบุว่าผู้กู้ได้กู้ยืมเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ซื้อหรือผู้ถือหุ้นสู้โดยผู้กู้สัญญาจ่ายเงินคืนจำนวนดังกล่าวในอนาคตและจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายงวดตามวันที่กำหนดไว้ตลอดอายุหุ้นกู้ผู้ถือหุ้นกู้จะมีสภาพเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้น อย่างไรก็ดีผู้ที่ออกจำหน่ายต้องระบุข้อมูลดังต่อไปนี้ได้แก่ระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอนหรืออายุหุ้นกู้มูลค่าที่ตราไว้หรือมูลค่าครบกำหนดไถ่ถอนซึ่งเป็นเงินต้นที่ผู้กู้ต้องชำระเงินคืนณวันครบกำหนดไถ่ถอนโดยปกติจะเท่ากับ 1,000 บาทอัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนใบหุ้นกู้แสดงร้อยละของมูลค่าที่ตราไว้มากจะจ่ายเป็นรายปีหรือรายครึ่งปีอย่างไรก็ดีหุ้นกู้จัดเป็นหลักทรัพย์ที่รายได้ประจำเนื่องจากการจ่ายดอกเบี้ยและชำระเงินคืนต้องของหุ้นกู้ระบุไว้แน่นอนและเวลาที่ออกและกำหนดเป็นเงินจำนวนคงที่ตลอดอายุหุ้นกู้ดังนั้นผู้ซื้อหรือผู้ถือหุ้นกู้จากทราบถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่จะได้รับนับจากวันที่ซื้อจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
2.หุ้นสามัญ (Common Stocks)
สำหรับหุ้นสามัญหรือที่เรียกว่าตราสารทุนบอกถึงความมีส่วนร่วมของเจ้าของบริษัทออกโดยบริษัทมหาชนจำกัดที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชนเพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในธุรกิจนั้นโดยตรงเช่นการมีสิทธิ์เข้าประชุมและลงคะแนนเสียงในที่ประชุมมีส่วนร่วมในการตัดสินปัญหาในที่ประชุมผู้ถือหุ้นผลตอบแทนที่ผู้ซื้อจะได้โดยตรงก็คือเงินปันผลจากกำไร โดยจะได้ตามอัตราที่ที่ประชุมใหญ่กำหนดไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัทอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลยก็เป็นได้และหุ้นกู้ เงินกำไรจากการขายหุ้นจะปรับตัวขึ้นและสิทธิ์ในการจองซื้อหุ้นใหม่ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนและในตลาดหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่ทุกวันนี้หุ้นสามัญเป็นหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้อขายกันอยู่มากกว่า 80% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด อย่างไรก็ดีความแตกต่างระหว่างหุ้นส่วนประเภทนี้จะเห็นได้ชัดตอนที่บริษัทคือผู้ถือหุ้นกู้จะมีสิทธิ์มาเรียกคืนเงินของตนเองก่อนเพราะว่าเป็นเงินกู้ยืมแต่ผู้ถือหุ้นสามัญจะเป็นรายสุดท้ายที่จะได้เงินคืนอาจไม่ได้คืนเลยก็เป็นได้ถ้าบริษัทไม่มีจ่ายเพราะว่าเป็นเจ้าของอันดับความน่าเชื่อถือจะจัดเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1) กลุ่มที่น่าลงทุน
สำหรับกลุ่มที่น่าลงทุนหมายถึงเรทติ้งระดับ A3 ตัวไปจนถึงบีและยังมีกลุ่มที่มีความไม่แน่นอนบริษัทหรือตราสารที่ได้เรทดีก็หมายความว่าบริษัทที่มีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้ต่ำส่วนบริษัทไหนที่ได้ Rating ต่ำก็หมายความว่าบริษัทนั้นมีโอกาสที่จะเบี้ยวหนี้สูงอันดับความน่าเชื่อถือเปลี่ยนไปมาได้ตลอดขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆของบริษัทเช่นก่อนหน้านี้การบินไทยได้ Rating ระดับ a แต่พอบริษัทขาดทุนหลายปีมีข่าวว่ารัฐบาลจะไม่อุ้มเรตติ้งร่วงก็เหลือ BB และเมื่อบริษัทเข้าสู่สถานะพักหนี้ตามกระบวนการฟื้นฟูกิจการ Rating ก็จะถูกปรับลงร่วงลงเหลือดีนั่นเอง